วารสาร ปี 2560 ฉบับที่ 1

สารจากคณบดี

                    ลักษณะของครูหรือบัณฑิตที่ดี คือ เป็นผู้ที่มีความรู้  มีคุณธรรม  มีความเมตตา และปรารถนาดีต่อผู้อื่นด้วยความจริงใจเสมอ และที่สำคัญที่สุดคือ “ครู” หมายถึง ผู้สั่งสอนศิษย์  ผู้ถ่ายทอดความรู้ให้แก่ศิษย์ การที่ครูจะสั่งสอนศิษย์และถ่ายทอดความรู้ให้กับศิษย์ได้นั้น  ต้องเริ่มต้นจากการพัฒนาตนเองเสียก่อน  โดยต้องเป็นผู้ที่มีความรู้  หมั่นขวนขวายหาความรู้  ศึกษาหาความรู้ใหม่ๆที่ทันสมัย ทัน                ต่อเหตุการณ์ และมีการคิดวิเคราะห์ ประเมินค่า ตลอดจนมีการบูรณาการการถ่ายทอดความรู้ให้เหมาะสมกับศิษย์แต่ละกลุ่มหรือบุคคลที่ได้รับการถ่ายทอด  จึงจะได้ผลบรรลุตามเจตนารมณ์หรือเป้าหมายที่กำหนดไว้

                   สิ่งที่จะช่วยพัฒนาความรู้ให้แก่ครู นอกเหนือจากการอ่านและการศึกษาค้นคว้า คือ การทำงานวิจัย หรือการทำผลงานทางวิชาการ เพราะจะได้องค์ความรู้ใหม่ๆ เพื่อนำมาสู่การถ่ายทอดที่ทันสมัยและกว้างไกล  จึงขอเชิญชวนนักวิชาการทุกท่าน ได้ทำผลงานทางวิชาการ และถ่ายทอดองค์ความรู้ที่ได้สู่สาธารณชน ด้วยการลงตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสาร เพื่อเป็นประโยชน์อย่างกว้างขวาง

                   ขอขอบคุณนักวิชาการที่ส่งผลงานวิชาการ ไม่ว่าจะเป็นบทความทางวิชาการ/งานวิจัย ลงตีพิมพ์ในวารสารมนุษยสังคมปริทัศน์  เพราะการเผยแพร่ผลงานทางวิชาการที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน  ถือว่าท่านได้สร้างคุณูปการต่องานวิชาการ  สมควรแก่การยกย่องเป็น “นักวิชาการที่ดี”

บทบรรณาธิการ

                         วารสารมนุษยสังคมปริทัศน์ฉบับนี้เป็นฉบับที่ 1 ของปีที่ 19 การดำเนินงานของวารสารยังคงตระหนักถึงคุณภาพตามที่ศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI) กำหนดไว้  โดยยังคงนโยบายในการเผยแพร่ผลงานวิชาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์  บทความวิชาการในวารสารฉบับนี้รวบรวมผลงานทางด้านภาษา สังคม วัฒนธรรม วิถีชีวิตของคนในชุมชน การพัฒนาชุมชน โดยผู้เขียนทั้งภายในสถาบันและภายนอกสถาบัน ซึ่งบทความวิชาการดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าในศาสตร์ของมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์อย่างแท้จริง

กองบรรณาธิการวารสารหวังเป็นอย่างยิ่งว่าองค์ความรู้จากบทความวิชาการที่ได้ตีพิมพ์ในวารสารมนุษยสังคมปริทัศน์ จะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้อ่านและผู้สนใจ สำหรับท่านผู้สนใจนำบทความเผยแพร่ลงในวารสารมนุษยศาสตร์ สามารถส่งบทความได้ 1) ด้วยตนเองหรือส่งทางไปรษณีย์ไปยัง  กองบรรณาธิการวารสารมนุษยสังคมปริทัศน์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี 76000 2) อิเล็กทรอนิกส์เมล์ laoong_kai@hotmail.com หรือ cha-on1@hotmail.com

                           กองบรรณาธิการขอขอบพระคุณนักวิจัยและนักวิชาการทุกท่าน ที่ให้ความไว้วางใจส่งบทความมาตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารฯ รวมถึงผู้อ่านทุกท่านที่ให้ความสนใจวารสารฯ เป็นอย่างดีเสมอมา หากท่านมีคำติชมหรือข้อเสนอแนะใดๆ สามารถแจ้งเข้ามายังวารสาร ทางกองบรรณาธิการยินดีน้อมรับและปรับปรุงเพื่อให้วารสารมีมาตรฐานดียิ่งขึ้นต่อไป

สารบัญ

การมีส่วนร่วมในกลุ่มเพื่อนและการสื่อสารผ่านเทคโนโลยีกับผลที่มีต่อสุขภาพจิตของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายในจังหวัดกาญจนบุรี
พรพิมล เรืองปราชญ์ และคณะ

บทคัดย่อ

บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างการมีส่วนร่วมในกลุ่มเพื่อนและพฤติกรรมการสื่อสารผ่านเทคโนโลยีกับสุขภาพจิตของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย อายุระหว่าง 15-19 ปี ที่กำลังศึกษาอยู่ในโรงเรียนสังกัด สพม. เขต 8 จังหวัดกาญจนบุรี ใช้เทคนิคการสุ่มตัวอย่างอาศัยหลักความน่าจะเป็นโดยใช้แบบสอบถามกลุ่มตัวอย่างนักเรียน จำนวน 1,074 คน ปีการศึกษา 2555    ผลการศึกษา พบว่า นักเรียนชายมีสุขภาพจิตดีกว่านักเรียนหญิง การมีส่วนร่วมกับกลุ่มเพื่อนและพฤติกรรมการสื่อสารผ่านเทคโนโลยีของนักเรียนนั้นส่งผลต่อสุขภาพจิตของนักเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในด้านการมีส่วนร่วมกับกลุ่มเพื่อนนั้น นักเรียนที่ทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกับเพื่อน มีเพื่อนพูดคุย ส่งข้อความ หรือพูดคุยผ่านสื่อเทคโนโลยี (แชท) กันเป็นประจำจะเป็นผู้ที่มีสุขภาพจิตที่ดี โดยการเสพติดการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่และการเสพติดการใช้อินเทอร์เน็ตเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบทางลบต่อสุขภาพจิตของนักเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

คำสำคัญ : การมีส่วนร่วมในกลุ่มเพื่อน พฤติกรรมการสื่อสารออนไลน์ สุขภาพจิต


Abstract

This study aimed to examine the relation between the participation in peer group and communication via technology with its effect on mental health of high school 15 – 19 year-old students, Kanchanaburi province. This study was carried out by using the probability sampling technique. A questionnaire for 1,074 students from three different schools in the 2012 academic year was used for data collection.  The result showed that male students had better scores of mental health than female students. The participation in peer group and communication via technology significantly affected the mental health of students. According to the participation in peer group, those who participated with peers in activities, constantly talked, and texted with peers via technology, had great mental health. Mobile phone and internet addiction significantly had a negative effect on students’ mental health.

Keywords: engagement with peer groups, online communication, mental health

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

การพัฒนาทุนมนุษย์ในเขตเศรษฐกิจพิเศษ จังหวัดสระแก้ว
ลัดดาวัลย์ สุดสวาท และคณะ

บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อรูปแบบการพัฒนาทุนมนุษย์ในเขตเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดสระแก้ว และ 2)เพื่อเสนอรูปแบบการพัฒนาทุนมนุษย์ที่เหมาะสมในเขตเศรษฐกิจพิเศษ จังหวัดสระแก้ว การวิจัยครั้งนี้ใช้วิธีการวิจัยแบบผสานวิธีทั้งการวิจัยเชิงคุณภาพ และการวิจัยเชิงปริมาณ การวิจัยเชิงคุณภาพใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ คือ ผู้บริหารของภาครัฐ จำนวน 24 คน  โดยการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา สำหรับ การวิจัยเชิงปริมาณ ใช้กลุ่มตัวอย่างที่เป็นบุคลากรของภาครัฐ จังหวัดสระแก้ว จำนวน  358  คน ใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิชนิดสุ่มเป็นสัดส่วน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ถดถอยแบบขั้นตอน  ผลการวิจัยพบว่า การวิจัยเชิงคุณภาพผู้ให้ข้อมูลสำคัญได้แสดงความคิดว่า นโยบายเขตเศรษฐกิจ การบริหารทรัพยากรทุนมนุษย์ และบทบาทการพัฒนาองค์การ มีผลต่อรูปแบบการพัฒนาทุนมนุษย์ในเขตเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดสระแก้วมาก ส่วนการวิจัยเชิงปริมาณ        1) ปัจจัยบทบาทการพัฒนาองค์การ (X3) ปัจจัยการบริหารทรัพยากรทุนมนุษย์ (X2) และปัจจัยนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษ (X1) มีผลต่อรูปแบบการพัฒนาทุนมนุษย์ในเขตเศรษฐกิจพิเศษ จังหวัดสระแก้ว โดยมีประสิทธิภาพในการทำนาย ร้อยละ 53.60 ได้สมการพยากรณ์ดังนี้ Y = 0.511+ 0.149 (X3) +0.049 (X2) +0.511 (X1) และ 2) รูปแบบการพัฒนาทุนมนุษย์ที่เหมาะสมในเขตเศรษฐกิจพิเศษ จังหวัดสระแก้ว  ประกอบด้วย 1) การพัฒนาบุคคล  2) การพัฒนาองค์การ และ 3) การพัฒนาสังคม

จากข้อค้นพบจึงเรียกรูปแบบนี้ว่า  POS Model  โดยผู้วิจัยอธิบายเสนอรูปแบบการพัฒนาทุนมนุษย์ในเขตเศรษฐกิจพิเศษ จังหวัดสระแก้ว มี 3 ขั้นตอนดังนี้

ขั้นตอนที่ 1 P = ‎Personal Development การพัฒนาบุคคล หมายถึงโดยมุ่งเน้นการบริหารพัฒนาที่เหมาะสมเกี่ยวกับบุคลากรทุกคนในองค์การนับตั้งแต่พนักงานระดับปฏิบัติการจนกระทั่งถึงผู้บริหาร เช่น การสรรหา การคัดเลือก การฝึกอบรม การพัฒนาความรู้ การประเมินผลงาน และภายใต้บริบทและเงื่อนไขการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ จึงทำให้เกิดการพัฒนาทุนมนุษย์ในเขตเศรษฐกิจพิเศษ จังหวัดสระแก้วให้มีความเหมาะสมที่สุด

ขั้นตอนที่ 2 O = Organization Development การพัฒนาองค์การ หมายถึง ในเขตเศรษฐกิจพิเศษ จังหวัดสระแก้ว ควรมีกำหนดได้จากโครงสร้างองค์กรหรือแผนภูมิขององค์กร (Organization Chart) ซึ่งจะช่วยให้เข้าใจถึงอำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบของแต่ละบุคคล การจัดองค์กรที่ดีช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานได้ทำงานตามความถนัดหรือตามความเหมาะสม

ขั้นตอนที่ 3 S =‎ Social Development การพัฒนาสังคม หมายถึง ในเขตเศรษฐกิจพิเศษ จังหวัดสระแก้ว  มีความจำเป็นในการพัฒนาเชิงพื้นที่ตลอดทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน การคมนาคม และระบบโลจิสติกส์ เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างเหมาะต่อรูปแบบการพัฒนาทุนมนุษย์ในเขตเศรษฐกิจพิเศษ จังหวัดสระแก้ว

คำสำคัญ : ทุนมนุษย์ รูปแบบการพัฒนา ปัจจัยที่มีผล  เขตเศรษฐกิจพิเศษ


Abstract

The objective of this research were 1) to study factors affecting  model of human capital development in special economic zone in Sa Kaeo province, and 2) to propose the appropriated model of human capital development model in special economic zone in Sa Kaeo province. The mixed research methods was qualitatively and quantitatively applied. The qualitative research was  conducted  by using the  in-dept interviews  for data collection from 24 public administrators as purposive sampling and used content analysis. For quantitative research was conducted by using  questionnaires. The sampling group was 358   population. The statistical  data analysis was done  by using  average, standard deviation, and stepwise multiple regression.

The research of the qualitative research found that the data from the in-dept much affected and relevant directly to the policy of special economic zone, the administrative human  development, and the role of organization development in the model of human capital development in special economic zone in Sa Kaeo province, and the quantitative found that,      1) The factor  affecting  role development of organization (X3), the administrative human  development (X2), and policy of  special economic zone (X1) which affects  human  capital development model  in Sa Kaeo province and effectiveness of prediction as percentage of 53.60 and be able to  construct predictive equation of standard score  Y  =  0.511+ 0.149 (X3) +0.049(X2) +0.511 (X1)  2) The model of  human capital development of special economic zone  in Sa Kaeo province consists of (1) personal development (2)organizational development and(3)social development.  From the finding, the model was called  POS model.  The researcher presented the  proposal human capital development model  of special economic zone in Sa Kaeo province. There were 3 steps as followings :

The first step  P = Personal Development, The personal  development  means the management of personal  development  appropriately with  persons  in the organization  affect everyone for recruitment, screening, training, knowledge development, and evolution of the work under the contact condition in the changing world of  the human  capital development model  of special economic zone in Sa Kaeo province.

The second step O =Organization Development, The organization development  means  the structure of organization  should have  organization chart  witch can  help  to know power , duty, responsibly of  each  person. The good organization setting which helps work appropriately to their skills and work load.

The last S =‎ Social Development means  the development of area and structure of organization, communication and logistic system for appropriate of development to the human capital development model of special economic zone in Sa Kaeo province.

Keywords  : human capital,  model of development,  the factor affecting,  special economic zone.



-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

การพัฒนาคู่มือการใช้ภาษาอังกฤษสำหรับงานบริการอาหารและเครื่องดื่มบนแอปพลิเคชั่นเฟสบุ๊ค สำหรับนักศึกษาสาขางานโรงแรม วิทยาลัยอาชีวศึกษาเพชรบุรี
จิตรลดา รามพันธุ์

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ  1) สร้างและหาประสิทธิภาพคู่มือภาษาอังกฤษเพื่อการเรียนรู้สำหรับงานบริการอาหารและเครื่องดื่มบนแอปพลิเคชั่นเฟสบุ๊ค  2) เปรียบเทียบความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการเรียนรู้สำหรับงานบริการอาหารและเครื่องดื่มก่อนและหลังใช้คู่มือบนแอปพลิเคชั่นเฟสบุ๊ค และ  3) ศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อคู่มือภาษาอังกฤษบนแอปพลิเคชั่นเฟสบุ๊คที่พัฒนาขึ้น ดำเนินการศึกษากับกลุ่มตัวอย่างที่เป็นนักศึกษาสาขางานโรงแรมของวิทยาลัยอาชีวศึกษาเพชรบุรีจำนวน 33 คน เครื่องมือที่ใช้ คู่มือภาษาอังกฤษบนแอปพลิเคชั่นเฟสบุ๊คที่พัฒนาขึ้นโดยผู้วิจัย แบบทดสอบภาษาอังกฤษ  และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าเฉลี่ย ()  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการทดสอบที (t-test)

จากผลการวิจัยพบว่า คู่มือภาษาอังกฤษเพื่อการเรียนรู้สำหรับงานบริการอาหารและเครื่องดื่มบนแอปพลิเคชั่นเฟสบุ๊ค มีประสิทธิภาพ 78.08/82.22  ใกล้เคียงกับเกณฑ์ 80/80  ที่กำหนด  ความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษของนักศึกษาหลังการใช้คู่มือบนแอปพลิเคชั่นเฟสบุ๊คสูงกว่าก่อนการใช้คู่มือ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.01  และนักศึกษามีความพึงพอใจต่อคู่มือภาษาอังกฤษบนแอปพลิเคชั่นเฟสบุ๊ค  โดยรวมอยู่ในระดับมาก ในด้านลักษณะภาษา ด้านเนื้อหา ด้านรูปแบบการนำเสนอ และด้านคำแนะนำการใช้งานคู่มือ ตามลำดับ ผลการวิจัยครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า การใช้เครื่องมือสื่อสารที่สะดวกและเข้าถึงได้ง่าย จะเป็นนวัตกรรมในการเรียนรู้ภาษาอังกฤษของนักศึกษาที่มีประสิทธิภาพ

คำสำคัญ :  การเรียนรู้ผ่านแอปพลิเคชั่นเฟสบุ๊ค  คู่มือการใช้ภาษาอังกฤษสำหรับการอาชีพ


Abstract

The purposes of this research were to: 1) develop and examine efficiency of an English handbook on Facebook application for food and beverage service, 2) compare English usage application of the students using English for learning in food and beverage service, and 3) determine satisfaction of the students towords using the English manual on the developed Facebook application for learning about the service. The samples of this the study was 33 students in the Hotel Hospitality program of Phetchaburi Vocational College. The research instruments were the developed English handbook of food and beverage service on Facebook application, an English prefieieney test, and the questionnaire on satisfaction. Data by mean, standard deviation and t-test.

The results revealed that the English handbook of food and beverages developed with online learning via Facebook application had the efficiency of 78.08/ 82.22, which was very close to the criteria set at 80/80. The students’ ability in using English for providing service in food and beverage was higher than their pre-learning ability significantly at the 0.01 level. The students also had the satisfaction with the handbook on Facebook application overall at a high level; ranging from the aspects of the language features given, the contents, presentation patterns, and the suggestions of use respectively. The results of this study demonstrate how easy and convenient the application online innovation for learning English widely. Therefore, online communication can be developed to provide an effective educational media.

 

Keywords:  Learning English via Facebook application, Handbook of English for career



-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

การใช้บริการหนังสือพิมพ์ของนักศึกษาระดับปริญญาตรี ภาคปกติ มหาวิทยาลัย ราชภัฏเพชรบุรี 
กรรณิการ์ สีสด และประอรนุช โปร่งมณีกุล

บทคัดย่อ

          การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาพฤติกรรมการใช้บริการหนังสือพิมพ์ของนักศึกษาระดับปริญญาตรี ภาคปกติ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี 2) เพื่อศึกษาปัญหาในการใช้บริการหนังสือพิมพ์ของนักศึกษาระดับปริญญาตรี ภาคปกติ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี และ 3) เพื่อศึกษาความต้องการในการใช้บริการหนังสือพิมพ์ของนักศึกษาระดับปริญญาตรี ภาคปกติ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาเป็นนักศึกษาระดับปริญญาตรี ภาคปกติ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี จำนวน 385 คน รวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  การวิเคราะห์ค่าความแปรปรวนทางเดียว (one–way ANOVA) และหาค่าความแตกต่างรายคู่ตามวิธีของ เชฟเฟ่ (Scheffe')

ผลการวิจัยพบว่า

  1. นักศึกษาส่วนมากเข้าใช้บริการหนังสือพิมพ์ที่ไม่แน่นอน ส่วนมากใช้เวลาอ่านหนังสือพิมพ์ ไม่เกิน 30 นาที หนังสือพิมพ์ที่เลือกอ่าน ได้แก่ ไทยรัฐ เดลินิวส์ มีวัตถุประสงค์ในการเข้าใช้บริการหนังสือพิมพ์เพื่อค้นคว้าทำรายงานส่งอาจารย์ และส่วนมากสนใจเนื้อหาในหนังสือพิมพ์ ด้านบันเทิง
  2. นักศึกษามีปัญหาในการเข้าใช้บริการหนังสือพิมพ์ในด้านต่าง ๆ อยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านหนังสือพิมพ์ที่ให้บริการ นักศึกษาพบปัญหาเรื่องจำนวนฉบับ (copy) หนังสือพิมพ์ไม่เพียงพอต่อการให้บริการมากที่สุด ด้านผู้ให้บริการให้บริการ นักศึกษาพบปัญหาเรื่อง ผู้ให้บริการมีอารมณ์ไม่มั่นคง ไม่มีความอดทนต่อคำวิพากษ์วิจารณ์ของผู้ใช้บริการ ด้านผู้เข้าใช้บริการ นักศึกษาพบปัญหาเรื่องผู้ใช้ไม่ดูแลรักษาหนังสือพิมพ์ให้เรียบร้อย อยู่ในสภาพดี ด้านอาคารและสถานที่ นักศึกษาพบปัญหาเรื่องป้ายประกาศในการใช้บริการหนังสือพิมพ์ไม่ชัดเจน
    1. นักศึกษามีความต้องการใช้บริการหนังสือพิมพ์ในด้านต่าง ๆ อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านหนังสือพิมพ์ที่ให้บริการ ต้องการจำนวนฉบับ (copy) หนังสือพิมพ์ที่เพียงพอต่อการให้บริการมากที่สุด ด้านผู้ให้บริการ มีความต้องการเรื่องผู้ให้บริการให้บริการแก่ผู้ใช้อย่างเต็มความสามารถ ด้านอาคารและสถานที่ มีความต้องการใช้พื้น เพดาน และผนังอาคารห้องสมุดควรเก็บเสียงมากที่สุด รองลงมา ได้แก่ เพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการ
    2. การทดสอบสมมติฐาน พบว่า นักศึกษาที่ศึกษาในคณะต่างกัน มีพฤติกรรมการใช้บริการ

    หนังสือพิมพ์ไม่แตกต่างกันที่ระดับนัยสำคัญ .05

    คำสำคัญ: การใช้บริการหนังสือพิมพ์  หนังสือพิมพ์ นักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี


Abstract

The objectives of this study were 1) to study the behavior of undergraduate students at Phetchaburi Rajabhat University using the newspaper services 2) to find the problems of using newspaper services of undergraduate students at Phetchaburi Rajabhat University and 3) to study the need of newspaper service usages of undergraduate students at Phetchaburi Rajabhat University. 385 undergraduate students at Phetchaburi Rajabhat University were the samples of this study. Data was collected through the questionnaire, and analyzed  by using the frequency, the percentage, the mean, the standard deviation,  one-way ANOVA method and Scheffe’s method.

  1. Most students who use newspaper service at no particular dates. Most of the time spent by the students does not exceed 30 minutes. They read the newspaper: Thairath, Dailynews. The objectives of using newspaper services is to research and to do report submitting to teachers and they mainly read entertainment news
  2. Moderate number of the students found the problems. If considering each factor, found that a number of newspapers is insufficient for the students, which is the major problems. Also, the students comment that the facilitators are not service-minded and do not listen to the feedbacks of the service users who also have problem with newspaper condition maintenance and that the sign bulletins are not clearly displayed.
  3. The students need the newspaper services in various problems. Also, if considering each factor, it is found that the students need sufficient number of newspaper copies as much as possible, that students need more attention and services from the facilitators efficiently, and that the students also request better quality of building like floors, ceilings, sound-proof walls the most and handicapped people facilities subsequently.
  4. To test the hypothesis found that students who studying in different faculties, behavior of a newspaper is no different at significant level .05.

Keywords: Newspaper Services, Usage Newspaper, Students, Phetchaburi Rajabhat University

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

กล้วย : วัฏจักรวิถีชีวิตของคนไทย
รพีพรรณ เทียมเดช

บทคัดย่อ

กล้วยเป็นต้นไม้ที่มีวิวัฒนาการมา 50 ล้านปีแล้ว และแพร่พันธุ์มาที่ประเทศไทยก่อนสมัยอาณาจักรศรีวิชัย กล้วยมีหลายพันธุ์ และมีอยู่ในประเทศต่างๆ โดยเฉพาะทางเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล้วยเป็นผลไม้ที่มีราคาถูก แต่มีคุณประโยชน์มหาศาล เพราะใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วน ตั้งแต่ต้น ใบ ผล ที่สามารถมาทำเป็นอาหาร สมุนไพรและเครื่องใช้ต่างๆ โดยผูกพันกับวิถีชีวิตของคนไทยตั้งแต่สตรีคลอดบุตร จะมีพิธีตั้งขันข้าวและเครื่องบูชา (ซึ่งจะใช้กล้วย 1 หวี) ช่วงเด็กจะให้รับประทานข้าวบดกล้วย นำมาประดิษฐ์เป็นของเล่น ในพิธีอุปสมบท พิธีมงคลสมรส พิธีกรรมต่างๆ ทางศาสนา ประเพณีและศิลปวัฒนธรรม และพิธีงานศพ นอกจากนี้ยังมีความเชื่อ สำนวน และงานเขียนที่เกี่ยวกับกล้วยอีกจำนวนมาก จึงเชื่อได้ว่ากล้วยเป็นผลไม้ที่มากคุณค่า ให้ประโยชน์และผูกพันกับวิถีชีวิตของ  คนไทยนับตั้งแต่เกิดจนกระทั่งตาย จึงนับได้ว่ากล้วยเป็นผลไม้ที่เป็นมงคลและมีความสำคัญยิ่งของคนไทย

คำสำคัญ: กล้วย วัฏจักร วิถีชีวิต


Abstract

Banana  trees have had a development for 50 million years. They vegetated in Thailand  before  Srivichai Kingdom Era. They  have a lot of species  and  are found in many  countries, particularly in South Asia and Southeast Asia.  Bananas are  cheap  but  full of  uses because they  are  used  in all parts  from  their  trunk, leaf, and  fruit. These  can be used for food, herbs, and different kinds of equipment.  Bananas are bound  with  the  way of  Thais life. Starting from women’s delivering a child, there us a “Thang  Khan Kao” ceremony  with oblation  which  is a hand of bananas.  During a babyhood, babies are fed with mashed  bananas. Besides, banana trunks are adapted  to be different  kinds of toy. Bananas are also used in the going into the priesthood  ceremony, the wedding ceremony, the funeral, and other  religious ceremonies. Moreover, There  are  beliefs, proverbs, and  writing  about  bananas.  These prove  that bananas are  valuable fruits, full of uses, and bound with the way  of Thais  life  from birth to death.  These  make  bananas  are  Thais’ auspicious fruits.

Keyword: Banana,  Circle, Life



-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

ความเชื่อเรื่องผี ของชาวมอญ หมู่บ้านวังกะ ตำบลหนองลู อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี
ทรงฤทธิ์ ฉิมโหมด

บทคัดย่อ

บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเชื่อเรื่องผี ของชาวมอญ หมู่บ้านวังกะ ตำบลหนองลู อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี โดยการเก็บข้อมูลภาคสนาม ด้วยวิธีการสังเกต การสัมภาษณ์โดยใช้แนวคำถามและการสัมภาษณ์แบบเจาะลึกเป็นรายบุคคล และการเก็บข้อมูลจากเอกสารเป็นส่วนประกอบ ผลการศึกษาพบว่า ความเชื่อเรื่องผีของชาวมอญหมู่บ้านวังกะ สามารถจำแนกผีได้เป็น  4 ประเภท คือ 1) ผีบ้านผีเรือน / ผีปู่ย่าตายาย (อะโล๊กฮ่าว) 2) เจ้าพ่อเจ้าแม่ (อะโล๊กเม่อเย็วป้าเย็ว)    3) ผีเร่ร่อน (ผีกลางถนน, ผีหิวโหย) และ 4) ผีอื่นๆ  และเมื่อวิเคราะห์ตามแนวคิดของ วิลเลียม บาสคอม (William Bascom) คือ สะท้อนให้เห็นบทบาทของความเชื่อ (function of folklore) เรื่องผีในฐานะที่ให้การศึกษา และรักษามาตรฐานทางพฤติกรรมที่เป็นแบบแผนของสังคม ใช้ความเชื่อเรื่องผีเป็นสื่อกลางในการสอนเรื่องมารยาทการกิน การใช้ชีวิต การอยู่ร่วมกัน และธรรมเนียมปฏิบัติต่างๆ โดยผู้ที่มีหน้าที่สอนหลัก คือ หมอผี ผู้ที่เป็นแบบอย่างทางความคิด ความเชื่อ เป็นที่เคารพและที่พึ่งพาของทุกคนในหมู่บ้าน

คำสำคัญ : ความเชื่อเรื่องผี  ชาวมอญ หมู่บ้านวังกะ ตำบลหนองลู อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี


Abstract

This article aimed to study the beliefs of ghosts and spirits of Mon minority group living in Wang Ka village, Nongloo, Sangklaburi Kanchanaburi. The data were collected by using field study observation, in-depth interviews of Mon people individually, and from studying other documents. The study found that the beliefs of Mon minority group living in Wang Ka village, Nongloo, Sangklaburi Kanchanaburi about ghosts and spirits can be divided into 4 categories – 1) house spirits/ancestor’s spirits, 2) god and goddess, 3) stray  spirits (hunger ghosts), and 4) other types of ghosts. According to William Bascom, moreover; the study reflected function of folklore that ghosts are believed in term of education and social standardization. The belief of ghosts and spirits of those people can be used as tools to teach about etiquette, life living, living together among people in the society and rules of the village. The spiritual leader of the village (Mor Phi) is the main person who is respected and reliant by everyone in the village.

Keywords : the beliefs about ghosts and spirits, Mon minority group living in Wang Ka village,
Nongloo, Sangklaburi Kanchanaburi

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

ตลาดมะนาวกับแนวทางการแก้ไขปัญหาทัวร์ศูนย์เหรียญ
พูนลาภ ประสงค์เงิน

บทคัดย่อ

ทฤษฎีตลาดมะนาวแสดงให้เห็นสาเหตุสำคัญของปัญหาทัวร์ศูนย์เหรียญ คือ ความไม่สมมาตรของข้อมูล เนื่องจากนักท่องเที่ยวมีข้อมูลน้อยกว่าผู้ให้บริการทำให้นักท่องเที่ยวได้รับบริการที่มีคุณภาพต่ำ วิธีการแก้ไขความไม่สมมาตรของข้อมูลสามารถทำได้โดยการเพิ่มข้อมูลเข้าไปในตลาด ทำให้ผู้ซื้อและผู้ขายมีข้อมูลที่เท่าเทียมกัน ซึ่งการเพิ่มข้อมูลเข้าไปในตลาดสามารถทำได้โดยการส่งสัญญาณไปยังผู้ซื้อ ซึ่งสัญญาณที่ส่งไปนั้นต้องทำให้ผู้ซื้อแยกแยะได้สินค้าและบริการใดมีหรือไม่มีคุณภาพ นอกจากนี้การใช้คนกลางในการให้ข้อมูลแก่ผู้ซื้อสามารถเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการเพิ่มข้อมูลเข้าไปในตลาด แต่คนกลางดังกล่าวต้องมีคุณสมบัติคือน่าเชื่อถือ หรือเป็นคนกลางที่นักท่องเที่ยวรู้สึกวางใจ

คำสำคัญ : ตลาดมะนาว ทัวร์ศูนย์เหรียญ ความไม่สมมาตรของข้อมูล การส่งสัญญาณ คนกลาง


Abstract

The theory of the lemon market showed the cause of Zero Dollar tour problem which was the asymmetry of information.  Tourists had less information than the service providers. This caused the inferior service tourists received. The resolution for Zero Dollar tour was to add more information into the market. This made tourists and service providers have the same level of information. On way to add more information was signaling to tourists. The signal must enable tourists to distinguish the quality of goods and services received. Besides, the role of the intermediary in providing information to tourists was another way to add more information into the market.  Nevertheless, the intermediary must be ones that tourists can trust.

Keywords : Market for Lemons, Zero Dollar Tour, Information Asymmetry, Signaling,

Intermediary

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

การตอบรับการขอโทษในภาษาไทยกับข้อคำนึงที่เป็นเหตุจูงใจ
สิทธิธรรรม อ่องวุฒิวัฒน์

บทคัดย่อ

บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการศึกษากลวิธีทางภาษาที่ผู้พูดภาษาไทยใช้ในการตอบรับการขอโทษคู่สนทนาและข้อคำนึงที่เป็นเหตุจูงใจหรือปัจจัยที่ผู้พูดภาษาไทยคำนึงถึงในการเลือกใช้กลวิธีทางภาษาในการตอบรับการขอโทษตามแนวคิดวัจนปฏิบัติศาสตร์แนวปลดปล่อย (Emacipatory Pragmatics) โดยใช้แบบสอบถามประเภท Discourse Completion Test (DCT) จากกลุ่มตัวอย่างผู้พูดภาษาไทยที่เป็นนักศึกษาระดับปริญญาตรีหลากหลายคณะและหลากหลายชั้นปี จำนวน 100 คน และจากการสัมภาษณ์เชิงลึกกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 30 คน  ผลการวิจัยพบว่าผู้พูดภาษาไทยเลือกใช้กลวิธีทางภาษาแบบรักษาความสัมพันธ์ในการตอบรับการขอโทษมากกว่ากลวิธีทางภาษาแบบตัดความสัมพันธ์อย่างตรงไปตรงมา ส่วนข้อคำนึงที่เป็นเหตุจูงใจหรือปัจจัยที่ผู้พูดภาษาไทยคำนึงถึงใน การใช้กลวิธีทางภาษาในการตอบรับการขอโทษมี 2 ส่วน คือ 1) ข้อคำนึงที่เป็นเหตุจูงใจหรือปัจจัยในส่วนที่เป็นวัตถุประสงค์ของการสนทนา และ 2) ข้อคำนึงที่เป็นเหตุจูงใจหรือปัจจัยในส่วนที่เป็นบริบทของการสนทนา โดยการรักษาความสัมพันธ์ของคู่สนทนาเป็นข้อคำนึงที่เป็นเหตุจูงใจหรือปัจจัยที่ผู้พูดภาษาไทยส่วนใหญ่คำนึงถึงมากที่สุดในการใช้กลวิธีทางภาษาในการตอบรับการขอโทษ พฤติกรรมทางภาษาดังกล่าวมีความสัมพันธ์กับปัจจัยทางสังคมวัฒนธรรม 3 ประการ ได้แก่ 1) การมีมุมมองตัวตนแบบพึ่งพา (an interdependent view of self) 2) ความเป็นสังคมแบบอิงกลุ่ม (collectivism)  และ 3) ความเป็นวัฒนธรรมปริบทสูง (High context culture)

คำสำคัญ : กลวิธีทางภาษา  การตอบรับการขอโทษในภาษาไทย  ข้อคำนึงที่เป็นเหตุจูงใจ  ภาษากับ

วัฒนธรรม  วัจนปฏิบัติศาสตร์แนวปลดปล่อย


Abstract

This research article aims to study linguistic strategies that Thai people adopted to respond to the apologies, as well as to study native speakers’ motivational concerns while performing the act. The results indicate that Thai speakers adopted mitigating strategies more frequently than bold-on record strategies. An analysis of native speaker’ motivational concerns reveals that there are two types of motivational concerns-1) motivational concerns relating to the purpose of conversation 2) motivational concerns relating to the context of conversation. It found that Thai speakers place a priority on keeping relationship with the interlocutor. This linguistics behavior might be motivated by three sociocultural factors : 1) an interdependent view of self       2) Collectivism and 3) High context culture

Keywords : linguistic strategy, the responding to apologies in Thai, native speakers’ motivational

concern, language and culture, Emancipatory Pragmatics

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

รูปแบบทางความคิดยุทธศาสตร์การพัฒนาสู่แนวทางการพัฒนาชุมชน 
กอบกุล วิศิษฏ์สรศักดิ์

บทคัดย่อ

การพัฒนาเป็นการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น การพัฒนาสามารถนำไปใช้ได้กับ สิ่งต่างๆ รวมถึงการพัฒนาชุมชนที่ต้องการให้เกิดการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนให้ดีขึ้นกว่าเดิม ดังนั้น การพัฒนาชุมชนจึงต้องมีวิธีการอย่างเป็นลำดับขั้นตอนที่ทำให้บรรลุผล ซึ่งวิธีการที่ดีอย่างหนึ่ง คือ การพัฒนาตามหลักยุทธศาสตร์การพัฒนาที่สามารถนำมาประยุกต์ให้เหมาะสมกับการพัฒนาชุมชนที่มีวิธีการพัฒนาลักษณะเฉพาะ ดังนั้นบทความนี้จึงเสนอหลักยุทธศาสตร์การพัฒนา ประกอบด้วย 2 ส่วนหลัก คือ การวิเคราะห์หน่วยท้องถิ่นที่จะพัฒนาและเสนอหลักยุทธศาสตร์การพัฒนาที่เป็นวิธีการพัฒนาที่ปรับประยุกต์ใช้กับงานพัฒนาชุมชน กล่าวคือ ในการวิเคราะห์หน่วยท้องถิ่นพัฒนาจะต้องมีการวิเคราะห์ชุมชน และหาปัญหาหลักในการพัฒนา ส่วนหลักยุทธศาสตร์การพัฒนา คือ ขั้นตอนการกำหนดเป้าหมายการพัฒนาการกำหนดวิธีการพัฒนา พร้อมทั้ง การนำทรัพยากรการพัฒนามาใช้อย่างเหมาะสม โดยการวางแผนดำเนินการ การนำแผนไปใช้และการประเมินผลการพัฒนา เพื่อผลลัพธ์สุดท้าย คือ การสัมฤทธิ์ผลการพัฒนาอย่างมีประสิทธิ์ผลและประสิทธิ์ภาพ

 คำสำคัญ : ยุทธศาสตร์การพัฒนา  การพัฒนาชุมชน


Abstract

Development is a change for better condition. Development can be applied in various aspects including community development which the purpose is to improve quality of life of people in community. Therefore, in community development, there must be approaches with good procedures for achieving goals. One of the powerful approaches is the development according to development strategy principle which can be appropriately applied in community development in which a specific development approach should be applied. Therefore, the writer of this article would like to propose the development strategy principle as an approach for community development consisting of 2 principal parts: analysis of local unit which Ncds to be developed and proposing development strategy principle which is an applied development approach for community development. The local unit to be developed consists of community analysis and a search for a principal problem in development, whereas development strategy principle consists of the steps of development goal determination, development approach determination, and proper utilization of necessary resources for development, by preparing operational plan, plan implementation, and evaluation of development. The final outcome is effective and efficient achievement of development goals.

Keywords : Development strategy, Community development

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

การบริการสาธารณะใหม่เพื่อรับใช้พลเมือง
ชมภูนุช หุ่นนาค

บทคัดย่อ

แนวคิดการบริการสาธารณะใหม่มุ่งเน้นให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ “ฟัง” มากกว่า “สั่ง” และ “รับใช้หรือให้บริการพลเมือง” มากกว่า “กำกับหรือควบคุม” รัฐต้องสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ประชาชนไทยทุกคน และมุ่งที่ผลประโยชน์สาธารณะเป็นสำคัญ ในขณะเดียวกันประชาชนต้องก้าวสู่การเป็นพลเมือง เป็น    ผู้ตื่นรู้ เข้าใจปัญหาของตน ลุกขึ้นมาจัดการกับปัญหาของตนเอง มีส่วนร่วมคิด ทำ รับผลประโยชน์ และประเมินตรวจสอบ

แนวคิดรัฐประศาสนศาสตร์ในยุคดั้งเดิมมีความแตกต่างจากแนวคิดการบริการสาธารณะใหม่หลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมุมมองต่อการจัดบริการสาธารณะ ที่แนวคิดยุคดั้งเดิมเน้นจัดบริการสาธารณะในลักษณะการจัดการเชิงบริหาร โดยรวมอำนาจและความรับผิดชอบไว้ที่ส่วนกลาง ในอีกด้านหนึ่งแนวคิดรัฐประศาสนศาสตร์แนวใหม่สอดคล้องกับแนวคิดการบริการสาธารณะใหม่ ได้แก่ การให้ความสำคัญกับพลเมือง การมีส่วนร่วม ความเสมอภาค และการสร้างความเป็นธรรมทางสังคม ส่วนแนวคิดการจัดการภาครัฐแนวใหม่มีความแตกต่างจากแนวคิดการบริการสาธารณะใหม่เป็นส่วนใหญ่ ได้แก่ เน้นกลไกตลาด และการแข่งขันในการให้บริการ เป็นต้น

หนทางสู่การสร้างการบริการสาธารณะใหม่เพื่อรับใช้พลเมือง ประกอบด้วย 1) การปรับเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจและการปรับเปลี่ยนโครงสร้างสังคม 2) การปรับเปลี่ยนบทบาทของข้าราชการ 3) สร้างและจัดการเครือข่ายอย่างเป็นระบบ 4) สร้างสรรค์นวัตกรรมบริการสาธารณะใหม่ และ 5) สร้างแรงงานที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และทักษะสูง

คำสำคัญ : การบริการสาธารณะใหม่  รับใช้พลเมือง


Abstract

New Public service is used to emphasize the government officers to listen more than to order and service or to serve the citizens more than conducting and controlling. Government has to make the good quality of life and the public advantage for citizens, those are important for them, and also citizens should aware and solve their problems by themselves and to be the participation in the thinking, doing, getting and evaluating the advantage.

The Old Public Administration is different from the New Public Administration in various things, especially the public service of old public administration is the administration to be in the center or the headquarters. Although, New Public Administration is according to the New Public Service, as follows; citizens are the most important, participation, equality and fairness in the society. Otherwise, the differences between the New Public Administration and the New Public Service are to emphasize the marketing process and service competition, etc.

The ways of new public service for serving citizens are consists of 1) to change and develop the structure of power and society 2) to change the responsibilities of the government officers 3) to set and develop the network systematically 4) to create the new public service innovation, and 5) to develop the good knowledge, professionalism and best skill labors.

Keywords : New Public Services, Serving Citizens



-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

 

Leave a Reply