วารสาร ปี 2560 ฉบับที่ 2

สารจากคณบดี

                        วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มีเป้าหมายสำคัญคือ การเผยแพร่ผลงานทางวิชาการของคณาจารย์และนักวิชาการ เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางวิชาการ เห็นความก้าวหน้าในการศึกษาค้นคว้าศาสตร์ต่างๆ เป็นการเพิ่มพูนศักยภาพ ทั้งผู้วิจัย และผู้ศึกษา โดยคำนึงถึงคุณภาพของผลงาน และคุณค่าของผลงานที่จะนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างแท้จริง

                         ยุทธศาสตร์ใหม่มหาวิทยาลัยราชภัฏ เพื่อการพัฒนาท้องถิ่นตามพระราโชบาย ระยะ 20 ปี (พ.ศ.2560-2579) ที่มุ่งเน้นการพัฒนาท้องถิ่น การผลิตและการพัฒนาครู การยกระดับคุณภาพการศึกษา และการพัฒนาระบบบริหารจัดการ โดยเน้นการผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพเป็นเลิศ ด้วยกระบวนการด้านการเรียนการสอน เพื่อการพัฒนาชุมชนและท้องถิ่นให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืน  นับเป็น  “เข็มทิศ” ที่จะช่วยกำหนดทิศทางของการวิจัยหรือผลงานทางวิชาการให้มีคุณประโยชน์และมีความยั่งยืน จึงควรน้อมนำพระราโชบายสู่การปฏิบัติให้ประสบผลสำเร็จ

                          ขอเชิญชวนคณาจารย์ นักศึกษา และนักวิชาการทุกท่านส่งผลงาน ลงตีพิมพ์ และขอขอบคุณกองบรรณาธิการ และผู้ทรงคุณวุฒิ ที่ให้ความอนุเคราะห์ดำเนินงานจนวารสารฉบับนี้สำเร็จลงด้วยดี

บทบรรณาธิการ

                    วารสารมนุษยสังคมปริทัศน์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี ฉบับ ปีที่ 19 เล่มที่ 2 (กรกฎาคม-ธันวาคม 2560) นี้  ได้คัดเลือกบทความเด่นๆ ที่สะท้อนความก้าวหน้าทางวิชาการทางด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ รวมจำนวน 11 บทความด้วยกัน ทั้งด้านศิลปะ ภาษา การท่องเที่ยว กฎหมายและการพัฒนาชุมชน โดยยังคงมุ่งเป็นสื่อกลางเพื่อแลกเปลี่ยนและเผยแพร่บทความวิจัย บทความวิชาการของนักวิชาการ อาจารย์ และผู้ทรงคุณวุฒิทั้งหลาย นับว่ามีประโยชน์อย่างยิ่งต่อการศึกษาค้นคว้าในวงการวิชาการ

                     กองบรรณาธิการหวังเป็นอย่างยิ่งว่า บทความต่างๆ ที่นำเสนอในวารสารฯ ฉบับนี้ จะเป็นประโยชน์ในอันที่จะก่อให้เกิดความก้าวหน้าทางวิชาการ ซึ่งกองบรรณาธิการจะได้คัดสรรบทความที่น่าสนใจในแง่มุมต่างๆ มานำเสนอในฉบับต่อไป เพื่อให้วารสารฯ ดำรงคุณค่าการเป็นวารสารชั้นนำในสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ซึ่งได้รับการประเมินให้อยู่ใน ฐานข้อมูลกลุ่มที่ 2 ของศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย Thai-Journal Citation Index (TCI) Centre  และเตรียมพร้อมที่จะพัฒนาเข้าสู่ฐานข้อมูลกลุ่มที่ 1 ของศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทยต่อไป 

                       วารสารมนุษยสังคมปริทัศน์ มีผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณากลั่นกรองบทความ บทความละ 2 ท่าน กรณีที่บทความผ่านการพิจารณาและมีข้อเสนอแนะจากผู้ทรงคุณวุฒิ ทางกองบรรณาธิการจะส่งข้อมูลต่างๆ กลับไปยังผู้เขียนเพื่อการแก้ไข ในนามของกองบรรณาธิการฯ ขอขอบพระคุณผู้ทรงคุณวุฒิ     ทุกท่านที่ได้พิจารณากลั่นกรองบทความต่างๆ อันที่จะช่วยให้วารสารฯ ฉบับนี้เป็นวารสารที่มีคุณภาพและมีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ขอขอบคุณผู้เขียนทุกท่าน รวมทั้งคณะกรรมการผลิตวารสารทุกคน ที่มีส่วนช่วยให้วารสารฯ ฉบับนี้สำเร็จลุล่วงสมดังเป้าหมายที่ตั้งไว้

1. รื่นรมย์สำราญ: การหาดุลยภาพของความหมายระหว่างประติมากรรมกับสิ่งแวดล้อม Download       
สรไกร เรืองรุ่ง และสุชาติ เถาทอง

บทคัดย่อ
วิจัยแบบสร้างสรรค์ผลงานประติมากรรม “รื่นรมย์สำราญ” เป็นการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะที่เกิดจากการหาดุลยภาพของความหมายระหว่างประติมากรรมกับสิ่งแวดล้อม ด้วยการสร้างรูปทรงที่ได้จากการศึกษาบริบทของพื้นที่ โดยมีการคำนึงถึงคุณค่าทางสุนทรียะของผลงาน ซึ่งผลงานประติมากรรม “รื่นรมย์สำราญ” นี้ได้สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อส่งเสริมภูมิทัศน์บริเวณสี่แยกหาดเจ้าสำราญ อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี โดยมีการประเมินผลการรับรู้และความพึงพอใจจากผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะและผู้ที่ได้ร่วมชมผลงานประติมากรรม ทำให้ได้มาซึ่งผลงานประติมากรรมที่มีความสมบูรณ์ทั้งทางด้านรูปทรงและความสัมพันธ์กับพื้นที่ติดตั้งผลงาน

การวิจัยและสร้างสรรค์นี้เป็นการศึกษา วิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับตำบลหาดเจ้าสำราญ จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งในการศึกษาพบว่าการสร้างสรรค์ผลงานให้เข้ากับพื้นที่นั้นจะสร้างสรรค์ผลงานตามจิตนาการ อารมณ์ ความรู้สึกของส่วนตัวไม่ได้ เพราะจะทำให้เกิดความขัดแย้งทางความคิด และความรู้สึกของคนในชุมชนในพื้นที่ได้ หรืออาจส่งผลถึงการต่อต้านให้รื้อถอนอย่างตัวอย่างบางพื้นที่ที่เคยได้เกิดมา ทั้งนี้ควรคำนึงถึงความสัมพันธ์ของพื้นที่ เนื้อหาและเรื่องราว และความพึงพอใจต่อชุมชนในพื้นที่ ซึ่งจะทำให้ส่งผลไปถึงอารมณ์ความรู้สึกที่จะเกิดเป็นความสุขตามชื่อของพื้นที่นี้ และเกิดดุลยภาพระหว่างกันประติมากรรมกับสิ่งแวดล้อม จากประเด็นดังกล่าวการสร้างสรรค์ผลงานประติมากรรม “รื่นรมย์สำราญ” พบว่า สามารถส่งเสริมภูมิทัศน์ และสร้างอัตลักษณ์ให้กับพื้นที่ได้ และทำให้ประชาชนในพื้นที่ได้มีส่วนร่วมและเห็นคุณค่าของผลงานศิลปะที่มีต่อสังคม สามารถรับรู้ความงามหรือความสุนทรีต่องานศิลปะที่สร้างสรรค์ขึ้นเฉพาะพื้นที่
คำสำคัญ : รื่นรมย์สำราญ  ดุลยภาพ  ประติมากรรมกับสิ่งแวดล้อม

Abstract
           The sculpture named "Joyful & Pleasant" was the creative work that caused by the attempt of finding the balance between the sculpture and the environment. The form building came from the local context study and the awareness of the value in its appreciation. This sculpture, "Joyful & Pleasant", was created in order to promote and enhance landscape at Chao Sam Ran Beach intersection, Phetchaburi within the process of perception and satisfaction evaluation by art veteran and site specific audiences. These became the sculpture that was perfect in form and its relationships to local space or environment.          This research and creativity aimed to analyze and synthesize local information of Chao Sam Ran Beach District, Phetchaburi which the finding showed that the process of sculpture creativity could not be done with only the artist’s own awareness because there will be followed  with a thought argument with the local people. Moreover, the protest to pull down the sculpture could be happened. So, the relation of the area, the content, the history, and the local people’s satisfaction should be taken account. These can affect moods and feelings which create happiness like the name of this area, and the balance between sculpture and environment. In conclusion, the creative sculpture “Joyful & Pleasant” could promote and enhance the landscape, and create the area’s identity. Local people also had a chance in sharing their own cooperation, and were aware in the art value to the community. They also perceived the art appreciation that was created in the particular area.
Keywords: joyful & pleasant, balance, sculpture and environment
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

2. รูปแบบการจัดการความรู้ของกลุ่มงานอาจารย์ กองบัญชาการศึกษา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยใช้เทคโนโลยีเว็บ 2.0: กรณีศึกษา การพัฒนาภาษาอังกฤษและความสัมพันธ์อันดีกับประชาชน Download
สิทธิพงษ์ ศรีเลอจันทร์ มธุรส จงชัยกิจ และชานนท์ จันทรา

บทคัดย่อ
                การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) พัฒนาระบบการจัดการความรู้ ด้านการพัฒนาภาษาอังกฤษและความสัมพันธ์อันดีกับประชาชน ของกลุ่มงานอาจารย์ กองบัญชาการศึกษา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยใช้เทคโนโลยีเว็บ 2.0  2) ศึกษาผลการใช้ระบบการจัดการความรู้ ที่พัฒนาขึ้น และ 3) สังเคราะห์และประเมินรูปแบบการจัดการความรู้ที่พัฒนาขึ้น ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ข้าราชการตำรวจที่ปฏิบัติราชการประจำกลุ่มงานอาจารย์ จำนวน 25 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ 1) แบบฟอร์มสำหรับการจัดทำแผนการจัดการความรู้ของสำนักงาน ก.พ.ร. แบบสอบถามความคิดเห็นและความพึงพอใจสำหรับผู้เชี่ยวชาญและกลุ่มประชากร และ 2) แบบสัมภาษณ์ปลายเปิดในการประชุมสนทนากลุ่ม การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าสถิติพื้นฐานร้อยละ ค่าเฉลี่ย และการเขียนเรียบเรียงเชิงพรรณนา

            ผลการวิจัยพบว่า 1) ระบบการจัดการความรู้ด้านการพัฒนาภาษาอังกฤษและความสัมพันธ์อันดีกับประชาชนของกลุ่มงานอาจารย์ กองบัญชาการศึกษา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยใช้เทคโนโลยีเว็บ 2.0  ได้รับการออกแบบตามแผนการจัดการความรู้ที่ผ่านการประเมินของผู้ทรงคุณวุฒิและผู้บริหารสูงสุด และจัดทำในรูปแบบเว็บไซต์ ไว้ที่ URL: http://edupol.org/ins/KM/ ประกอบด้วย 4 เมนูหลัก คือ หน้าแรก คลังความรู้ชัดแจ้งทั้งที่เป็นความรู้ที่องค์กรมีอยู่เดิมและความรู้ใหม่ ผลผลิต KM  เกี่ยวกับเรา 2) ผู้เชี่ยวชาญและประชากรของงานวิจัย เห็นด้วยและพึงพอใจต่อการทดลองใช้เว็บไซต์ระบบการจัดการความรู้ ในระดับมากและมากที่สุด ทั้งด้านเนื้อหาและการนำเสนอ และด้านองค์ประกอบและเทคโนโลยีที่ใช้ เฉลี่ยรวมคิดเป็น 3.95, 3.75 และ 4.53, 4.56 ตามลำดับ 3) รูปแบบการจัดการความรู้ที่พัฒนาขึ้น ผ่านการสังเคราะห์และประเมินโดยกลุ่มประชากร โดยได้ข้อสรุปสุดท้ายในการประชุมสนทนากลุ่มว่า เป็นรูปแบบการจัดการความรู้ ที่ประกอบด้วย (1) ปัจจัย (2) องค์ประกอบ และ (3) ผลผลิต ที่ได้แก่ (1) ภาวะผู้นำของผู้บริหารและข้าราชการตำรวจด้านการศึกษา (2) แผนการจัดการความรู้ คู่กับกระบวนการบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลงตามแนวทางของสำนักงาน ก.พ.ร. พร้อมทั้งคู่มือการจัดการความรู้ และ (3) ระบบการจัดการความรู้ในรูปแบบเว็บไซต์ ประกอบด้วย หัวข้อความรู้และลิงค์เชื่อมโยงไปยังแหล่งทรัพยากรการเรียนรู้ 3 รูปแบบ คือ (1) เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ (2) คลิปวิดีโอจากยูทูป และ (3) เว็บไซต์ ผลผลิตจากกิจกรรมชุมชนนักปฏิบัติ (CoP) ได้แก่ เอกสารแนวทางและแผ่นพับประชา- สัมพันธ์ด้านการพัฒนาภาษาอังกฤษและความสัมพันธ์อันดีกับประชาชน พร้อมสำหรับการเผยแพร่ใช้งานบนเว็บไซต์ที่ปรับปรุงใหม่
คำสำคัญ:  รูปแบบการจัดการความรู้  กลุ่มงานอาจารย์  เทคโนโลยีเว็บ 2.0  การพัฒนาภาษาอังกฤษการพัฒนาความสัมพันธ์อันดีกับประชาชน

Abstract
          The objectives of this research were: 1) to develop the Knowledge Management System of Faculty Division, Police Education Bureau, Royal Thai Police, Using Web 2.0 Technology on “Development of English and Good Relationship with Citizens”; 2) to study the usage of the developed KMS; and 3) to synthesize and evaluate the developed KMS. The population used in this research were twenty-five police officers and staffs in Faculty Division.The research instruments were the OPDC forms for KM Action Plan development, the opinion and satisfaction questionnaires for the experts and population, and the open-ended focus group interview. The data were analyzed using frequencies and descriptive narration.

            The research findings showed that: 1) the developed KMS was designed according to the KM Action Plan already approved by the KM expert and the CKO, and developed as a website situated at the URL: http://edupol.org/ins/KM/ with 4 main menus; HOME, KM Asset: Explicit Knowledge (both the existing and the new ones), KM Product, and About Us; 2) the experts and the population’s agreement and satisfaction for the KMS Usage were at the high and the highest levels for the content and presentation and for the components and used technology respectively at 3.95, 3.75 and at 4.53, 4.56; and 3) the developed KMS was synthesized and evaluated by the population with the conclusion, in the focus group meeting, on the Model as follows: this KM Model comprises the (1) support factors; (2) components; and (3) products as follows: (a) the leadership of the administrators and police officers in educational field; (b) the KM Action Plan and KM Manual developed along with the assigned CMP (Change Management Process) according to OPDC KM Process; and (c) the redesigned KMS Website for the use of Web 2.0 tools and services in every step of KM Process that was approved by the experts; the explicit knowledge bases on “Development of English and Good Relationship with Citizens”, comprising knowledge topics and links to the resources in 3 types of media:      (1) e-Documents, (2) Video Clips from YouTube and (3) Websites. The KM products from CoP Activities (Community of Practices) were brochures on “Development of English and Good Relationship with Citizens”, and ready to be published on the redesigned KMS Website.
Keywords: knowledge management model, faculty division, web 2.0 technology, English development, development of good relationship with citizens
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

3. กระบวนการสร้างตราสินค้าให้กับตลาดชุมชนโบราณลุ่มน้ำสุพรรณบุรีในฐานะของแหล่งท่องเที่ยว Download
สัจจา ไกรศรรัตน์ และวรรักษ์ สุเฌอ

บทคัดย่อ


          การศึกษากระบวนการสร้างตราสินค้าให้กับตลาดชุมชนโบราณลุ่มน้ำสุพรรณบุรีในฐานะของแหล่งท่องเที่ยว โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากระบวนการสร้างตราสินค้าตลาดชุมชนโบราณลุ่มน้ำสุพรรณบุรีในฐานะของแหล่งท่องเที่ยว 2) เพื่อเสนอแนะแนวทางการสร้างตราสินค้าตลาดชุมชนโบราณในฐานะของแหล่งท่องเที่ยวด้วยระเบียบวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์ กลุ่มบุคคลที่เป็นผู้รู้ในเชิงหลักการ จำนวน 45 คน
ผลการศึกษาพบว่า

  1. การพัฒนาตลาดเก่าสู่การเป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยว มีปัจจัยหลักที่สำคัญ 3 ประการ ได้แก่ (1) มีสิ่งดึงดูดใจทางการท่องเที่ยวที่พัฒนามาจากฐานวัฒนธรรมท้องถิ่น อาทิ วิถีชีวิตชาวตลาด อาหารพื้นถิ่น (2) มีปัจจัยภายนอกที่เกิดจากนโยบายการท่องเที่ยวของประเทศและพฤติกรรมการท่องเที่ยวโหยหาอดีต (3) มีกลุ่มบุคคลที่เป็นกลไกในการก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ประกอบด้วย ผู้นำท้องถิ่น นักท่องเที่ยว และนักวิชาการ องค์ประกอบที่สำคัญในการบริหารจัดการตลาดเก่าในฐานะแหล่งท่องเที่ยว ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ (1) ผู้นำที่เข้มแข็ง (2) การตั้งคณะทำงาน (3) เครือข่ายพันธมิตร และ (4) การจัดการแบบมีส่วนร่วม และกระบวนสร้างตราสินค้าตลาดชุมชนโบราณในฐานะของแหล่งท่องเที่ยว ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ได้แก่ (1) การแต่งตั้งคณะทำงาน (2) การวิเคราะห์ชุมชน (3) การค้นหาอัตลักษณ์ชุมชน (4) การสร้างสรรค์มูลค่าร่วมกันจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง และ (5) การสื่อสารตราสินค้า
  1. ข้อเสนอแนะในการสร้างตราสินค้าให้กับตลาดชุมชนโบราณ ควรดำเนินการโดยยึดหลักพื้นฐาน 4 ประการ ได้แก่ (1) มีบรรยากาศของความดั้งเดิม (2) มีเรื่องราว เรื่องเล่าที่มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับอัตลักษณ์ของตลาด (3) มีความเป็นท้องถิ่น และ (4) มีการบริหารจัดการด้วยการมีส่วนร่วม
    คำสำคัญ : การสร้างตราสินค้าแหล่งท่องเที่ยว การท่องเที่ยวเชิงโหยหาอดีต กระบวนการสร้างตราสินค้า

Abstract

The objectives of the research on Branding Process for Suphanburi River Basin Traditional Community Market as a Tourist Attraction were: 1) to analyze the branding processes of traditional market communities as tourist destinations; and 2) to develop  guidelines  for other traditional community markets in Thailand. Qualitative research had been conducted by using interview with the number of 45 theoretical key informants.  The findings were shown as follows:

  1. 1. There were three main factors that affected the development of an ancient market area into a tourist destination: (1) tourist attractions developed from local culture, such as traditional trade Lifestyle market Local food; (2) external factors arised from the country's tourism promotion policy and nostalgia tourism behavior; and (3) there were many groups of people who were the mechanisms behind the change, such as local leaders, tourists, and academic The four key elements in managing the traditional community market as a tourist attraction were 4Ps included 1) Power leader 2) People 3) Partnership and 4) Participative management. The steps of destination branding process to tourist destination were 5Cs: 1) Committee of team working 2) Community Analysis 3) Community Identity 4) Co-creation from several sectors, and  5) Communicate brand identity of the community.
  2. The suggestions in branding for the traditional community market should be based on 3 basic principles: 1) ancient time atmosphere, 2) story telling of market identity, 3) localism, and 4) participative management.

Keywords: destination branding, nostalgia tourism, branding process
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

4. การพัฒนานวัตกรรม “เกมการประสมคำภาษาไทย” เพื่อพัฒนาทักษะ การอ่านออกเขียนได้  Download
ศิริรัตน์ เกิดแก้ว ชลทิตย์ เอี่ยมสำอางค์ กาญจนา บุญส่ง และยุทธ ไกยวรรณ์

บทคัดย่อ

การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนานวัตกรรม “เกมการประสมคำภาษาไทย” เพื่อพัฒนาการอ่านออกเขียนได้ของนักเรียนให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านออกเขียนได้ก่อนและหลังการทดลองของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม และผลสัมฤทธิ์ระหว่างกลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุม 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนโดยใช้นวัตกรรม และ    4) ศึกษาข้อเสนอเชิงนโยบายในการนำผลการวิจัยไปใช้  กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนวัดเขาย้อยไพบูลอุปถัมภ์ (แสงส่องหล้า 5) จำนวน 60 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านออกเขียนได้และแบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการทดสอบค่าที (t-test) และการวิเคราะห์เนื้อหา

ผลการวิจัย พบว่า 1) นวัตกรรม “เกมการประสมคำภาษาไทย” เพื่อพัฒนาการอ่านออกเขียนได้ มีค่าประสิทธิภาพ เท่ากับ 88.36/85.60 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านออกเขียนได้ก่อนและหลังการทดลองของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม และผลสัมฤทธิ์หลังเรียนระหว่างกลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุมมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .01 3) นักเรียนที่เรียนโดยใช้นวัตกรรม “เกมการประสมคำภาษาไทย” มีความพึงพอใจในภาพรวมอยู่ในระดับมาก 4) ข้อเสนอเชิงนโยบายในการนำผลการวิจัยไปใช้ในระดับนโยบาย สามารถนำไปใช้ในระดับนโยบายของสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ศึกษานิเทศก์ ผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้สอนภาษาไทยเพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาการเรียนการสอนภาษาไทยได้
คำสำคัญนวัตกรรม  เกมการประสมคำ  การเรียนรู้ภาษาไทย  การอ่านออกเขียนได้

Abstract

         The purposes of this research were: 1) to develop the innovation “Thai word compounding games” to improve literacy  skills of students with the efficiency standard of 80/80;  2) to compare literacy achievement before and after the experiment of the experimental and the control groups, and compare the literacy achievement between the experimental and the control groups. Thai word compounding games towards the control group using the conventional teaching method; 3) to study the students' satisfaction towards Thai word compounding games; and 4) to study the policy recommendations for applying the research results. The samples consisted of 60 Prathom Suksa 1 students selected by purposive sampling from  Wat Khao Yoi Phibul Ubpatum (Saengsonglha 5) School. The instruments used for data collection were the literacy achievement test and the satisfaction questionnaire. Data was analyzed by using percentage, mean, standard deviation, and t-test, and content analysis.

         The research results revealed that 1) the developed innovation on Thai word compounding games had the efficiency (E1 / E2) at  88.36 / 85.60, 2) the comparison of the literacy achievement before and after the experiment of the experimental and the control groups and the literacy achievement between the experimental and the control groups were different at the statistically significant .05 level 3) students’ satisfaction towards Thai word compounding games was at a high level, 4) for the policy recommendations, it was found that Thai word compounding games could be applied effectively  by provincial educational offices, educational service area offices, educational supervisors, school administrators, and Thai language teachers.
Keywords: innovation, Thai word compounding games, Thai language learning, literacy
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

5. มาตรการป้องกันแก้ไขปัญหาการทะเลาะวิวาทของนักเรียนอาชีวศึกษาในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล Download
นวรัตน์ ทรงเกียรติกุล

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสาเหตุของปัญหา 2) หาแนวทางป้องกันแก้ไขปัญหา และ 3) นำเสนอมาตรการป้องกันแก้ไขปัญหาการทะเลาะวิวาทของนักเรียนอาชีวศึกษา ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลที่มีประสิทธิภาพและเป็นรูปธรรม ใช้ระเบียบวิจัยแบบผสานวิธี เริ่มด้วยการวิจัยเชิงคุณภาพ การสัมภาษณ์เชิงลึก ที่ใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง 7 กลุ่ม 35 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา ในการวิจัยเชิงปริมาณ ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิจากผู้ที่เกี่ยวข้องกับปัญหาการทะเลาะวิวาทของนักเรียนอาชีวศึกษา 3 กลุ่ม จำนวน 435 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  และการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ

ผลการวิจัยพบว่า

  1. 1. สาเหตุของปัญหาการทะเลาะวิวาทเกิดจากปัจจัยส่วนบุคคล (ภายใน) และปัจจัยสภาพแวดล้อม (ภายนอก)
  2. 2. แนวทางป้องกันปัญหามี 5 แนวทาง โดยสถาบันอาชีวศึกษา ครอบครัว กระบวนการยุติธรรมและกฎหมาย และภาคสังคมอื่น และ 1 แนวทางการแก้ไขและบำบัดฟื้นฟู
  3. มาตรการแบ่งเป็นมาตรการป้องกันการทะเลาะวิวาทมี 9 มาตรการ ได้แก่ 1) การสร้างเครือ

ข่ายความร่วมมือ 2) พ่อแม่ผู้ปกครอง 3) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา 4) สถาบันอาชีวศึกษาต่างๆ 5) ผู้บริหารสถาบัน 6) บุคลากรในกระบวนการยุติธรรมและกฎหมาย 7) การจัดสภาพแวดล้อม 8) กระบวนการคัดเลือกและพัฒนาครูฝ่ายปกครองและครูที่ปรึกษา และ 9) มาตรการแก้ไขปัญหาและบำบัดฟื้นฟูภายหลังจากเกิดการทะเลาะวิวาท
คำสำคัญ: มาตรการป้องกันแก้ไขปัญหา  การทะเลาะวิวาท  นักเรียนอาชีวศึกษา                                                

Abstract

The objectives of this research were: 1) to study the causes of the clashes; 2) to find the way in preventing and resolving the clashes; and 3) to present the potential solutions in preventing and resolving the clashes of vocational students in Bangkok and vicinity. A mixed research method was used in this research. In qualitative research, data collecting was done through in-depth interviews conducted with 7 groups of key informants, totaling at 35 interviewees which were from the purposive sampling. Content Analysis was used. In the quantitative method, data was gathered through the use of surveys taken by 3 sample groups. These sample groups included a total of 435 participants, Data Analysis was used Statistics by Frequency, Percentage, Mean, Standard Deviation and Exploratory Factor Analysis.

The research finding were as follows:

  1. The causes of the conflicts came from 2 factors; mainly personal factors (inside factors) and social factors (outside factors).
  2. There were 5 ways of potential solutions which were from the vocational schools, the families of the students, the judicial system, the law, and the way of maintaining and rehabilitation.
  3. There were 9 preventive measures to prevent and resolve the quarrel which were 1) to create a strong network of connections, 2) the preventive measures from parents, 3) from the office of the board of vocational training, 4) from the vocational schools, 5) from the board of directors of the vocational schools, 6) from the judicial system and law, 7) the creation of positive environments, 8) the Excellent Teachers in school faculty were needed, and 9) the post-incident measures was Problem-Solving and rehabilitation.

Keywords: measures to prevent and resolve, the quarrel, vocational students
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

6. การประเมินโครงการบ้านมั่นคง : กรณีศึกษาชุมชนบางโปรง ตำบลบางโปรง อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ Download
ปิยะราช เทพสุภา และสุรสิทธิ์ วชิรขจร

บทคัดย่อ

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ประเมินการดำเนินงานโครงการบ้านมั่นคง ชุมชน       บางโปรง ตำบลบางโปรง อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ ในด้านปัจจัยนำเข้า กระบวนการ ผลผลิต และผลลัพธ์  2) ศึกษาปัญหา อุปสรรคทั้งให้ข้อเสนอแนะในการปรับปรุงการดำเนินงานโครงการบ้านมั่นคง กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่  กลุ่มครัวเรือนที่อาศัยอยู่ในโครงการบ้านมั่นคงชุมชนบางโปรง จำนวน 150 หน่วย เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม และคณะกรรมการชุมชน ผู้แทนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และผู้ประสานงานจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) ในพื้นที่โครงการ จำนวน 8 คน     เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้การสัมภาษณ์แบบเจาะลึก (In-depth interview) สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่  ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา                              ผลการศึกษา                                                                                                     1. ผลการดำเนินการตามโครงการในภาพรวม ได้แก่ 1) การประเมินปัจจัยการนำเข้าสู่โครงการ พบว่า ปัจจัยการนำเข้าสู่โครงการมีความเหมาะสมและเพียงพอต่อการดำเนินงานตามโครงการ  2) การประเมินกระบวนการดำเนินงาน พบว่า การดำเนินงาน และการประสานงานสามารถดำเนินงานได้อยู่ในระดับมาก 3) การประเมินผลผลิต ปรากฏว่า การมีส่วนในกิจกรรมตามโครงการในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.63) และความพึงพอใจในการเข้าร่วมกิจกรรม อยู่ในระดับความพึงใจมาก (ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.67) และ 4) การประเมินผลลัพธ์ ปรากฏว่า โครงการบ้านมั่นคงชุมชนบางโปรง มีผลการประเมินอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.64)

  1. ปัญหาอุปสรรค และข้อคิดเห็นในการดำเนินงาน พบว่า 1) สมาชิกในโครงการมีความสามัคคีและมีส่วนร่วมในกิจกรรมโครงการเป็นอย่างดี 2) มติที่ได้จากการประชุมชนร่วมกันของสมาชิกเป็นแนวทางที่ดีในการดำเนินงานตามโครงการ 3) การออมทรัพย์ให้ตรงต่อเวลาเป็นกติกาที่สมาชิกต้องยึดถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด 

คำสำคัญ:  การประเมินโครงการ โครงการบ้านมั่นคง

Abstract         

            The purposes of this research were: 1) to evaluate the operation of Ban Mankhong Project in Bang Prong Community, Tambon Bang Prong, Mueang District, Samutprakarn Province, focusing on input, process, output, and outcome; and 2) to study problems, obstacles, and giving the recommendations for Mankhong Project’s improvement. Data were collected from 2 related sample groups : 1) 150 units of households living in Bann Mankhong Project by using a questionnaire; and 2) 8 persons of community committees, representatives of local government, and coordinators from the Community Organizations Development Institute by using in-depth interview. The statistics employed for data analysis were frequency, percentage, mean and standard deviation.

The findings revealed that:

  1. The overall operation performances were found that : 1) input evaluation of project revealed that input factors were appropriation and adequacy, 2) process evaluation of the project revealed that both operation and coordination were at the high level, 3) output evaluation of the project revealed that activity participation was at a high level (mean = 2.63), and satisfaction on activity was also at the high level (mean = 4.67), and 4) outcome evaluation of the project revealed that outcome from Ban Mankhong Project, Bang Prong Community was at the high level (mean = 4.64).
  2. Concerning with problems, obstacles, and opinions toward the operation, it was found that : 1) members in this project had high unity and good participation, 2) the community agreement became the good measurement in implementing the project, and 3) on schedule saving should be the agreement that all members had to follow strictly.

Keywords: project evaluation, Ban Mankhong project
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

7. ปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จต่อการพัฒนาชุมชนพูนบำเพ็ญ เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร Download
ประทีป มากมิตร และอารีย์ สุขสวัสดิ์

บทคัดย่อ

            การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับความสำเร็จต่อการพัฒนาชุมชนพูนบำเพ็ญ เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร 2) เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จต่อการพัฒนาชุมชนพูนบำเพ็ญ เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร โดยเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 127 ครัวเรือน สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ

ผลการวิจัยพบว่า

  1. ระดับความสำเร็จต่อการพัฒนาชุมชนพูนบำเพ็ญ เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร ภาพรวมอยู่ในระดับมาก
  2. ปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จต่อการพัฒนาชุมชนพูนบำเพ็ญ เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 มี 3 ปัจจัยเรียงลำดับจากปัจจัยที่มีผลมากที่สุดไปยังปัจจัยที่มีผลน้อยที่สุด ได้แก่ การมีส่วนร่วมของชุมชน (X3) การรับใช้สังคมของผู้นำชุมชน (X4) และการสนับสนุน(X2) ซึ่งปัจจัยทั้ง 3 นี้สามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของปัจจัยที่มีผลความสำเร็จต่อการพัฒนาชุมชนพูนบำเพ็ญ เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร ได้ร้อยละ 49.10 และสามารถนำค่าสัมประสิทธิ์ของตัวพยากรณ์มาเขียนสมการได้ดังนี้    ŷ = 1.285+0.260X3 +0.166X2+0.193X4

คำสำคัญ : ความสำเร็จต่อการพัฒนาชุมชน การพัฒนาชุมชนพูนบำเพ็ญ ปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จ

Abstract

         The objectives of this research were: 1) to study the level of the success of community development in Poonbumpen Community, Phasi Chareon District, Bangkok; and 2) to find out the factors that affected to the success of community development in Poonbumpen Community, Phasi Chareon District, Bangkok. The sample used in this study included 127 people in Poonbumpen Community. Questionnaires were used to collect the data. The statistics were analyzed by percentage, mean, standard deviation, and multiple regression analysis.

The research results revealed as follows:

  1. The level of the success of community development in Poonbumpen Community was at moderate level
  2. There were 3 factors that affected to the success of community development in Poonbumpen Community, Phasi Chareon District, Bangkok, from the most to the least factors at .05 level: participation of people (X3) , social service of community leaders(X4), and support (X2). The 3 factors could predicated 49.10 % of the success of community development. Predicted equation in row score:  ŷ = 1.285+0.260X3 +0.166X2+0.193X4

Keywords: the success of community development, Poonbumpen community development,
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

8. การพัฒนารูปแบบกิจกรรมนันทนาการแบบมีส่วนร่วมกับชุมชน โดยใช้พิพิธภัณฑ์วิถีชาวนา วัดชะอำ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์  Download
เอื้อมพร โตภาณุรักษ์กุล

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาบริบทและกิจกรรมนันทนาการแบบมีส่วนร่วมกับชุมชนโดยใช้พิพิธภัณฑ์วิถีชาวนาวัดชะอำเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ 2) พัฒนากิจกรรมนันทนาการแบบมีส่วนร่วมกับชุมชนโดยใช้พิพิธภัณฑ์วิถีชาวนาวัดชะอำคีรีเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ 3) ทดลองกิจกรรมนันทนาการแบบมีส่วนร่วมกับชุมชนโดยใช้พิพิธภัณฑ์วิถีชีวิตชาวนาวัดชะอำเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ เป็นการดำเนินการวิจัยในรูปแบบการวิจัยและการพัฒนา (Research and Development) ในลักษณะการวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Methods Research) ระหว่างวิธีการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ

ผลการวิจัยพบว่า กิจกรรมนันทนาการที่พัฒนาขึ้นทำให้เด็กและเยาวชนในท้องถิ่นเกิดการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ การมีมนุษย์สัมพันธ์ การทำงานเป็นทีม การสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง ความภาคภูมิใจในตนเองและท้องถิ่นและที่สำคัญคือการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์เกิดการรู้คิด จินตนาการ       แรงบันดาลใจ สุนทรียภาพ และความซาบซึ้งต่อความดี ความงามในชีวิตและชุมชน ผลที่เกิดขึ้นจากโครงการนี้คือ ความศรัทธา ความเชื่อมั่นจำนวนมาก กระแสตอบรับและการให้ข้อมูลย้อนกลับ ทุกคนชื่นชมประทับใจ มีความสุข ทำให้เกิดการขยายผลขององค์ความรู้ต่อผู้ที่สนใจต่อไปจากรุ่นสู่รุ่นเกิดความภาคภูมิใจในท้องถิ่นและสำนึกรักบ้านเกิด
คำสำคัญ: กิจกรรมนันทนาการ  การเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ การมีส่วนร่วมกับชุมชน  พิพิธภัณฑ์วิถีชาวนา 

Abstract

The objectives of this research were: 1) to study the context and the recreational activity with community participation by using Museum of the Thai farmer's way of life at Wat Cha-am in Petchaburi to Promote Creative Learning; 2) to develop the recreational activity with community participation by using Museum of the Thai farmer's way of life  at Wat Cha-am in Petchaburi to Promote Creative Learning; and 3) to experiment  the recreational activity with community participation by using Museum of the Thai farmer's way of life  at Wat Cha-am in Petchaburi to Promote Creative Learning. Research and Development (R&D) method with the mixed methods was used in this research.

The findings showed that the developed recreational activity could help local young learners experienced the knowledge, human relation, team work, construct their own wisdom, and being proud of their local history. The most important result was the creative learning that made students aware, imagine, inspire, and appreciate in the virtue of life and community. These produced faith and reliance, and the spreading of knowledge to other groups which created pride and awareness of those hometown.

Keywords: recreational activity, creative learning, community participation, museum of Thai farmer's way of life
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------

9. ประสิทธิผลในการบริหารของฝ่ายบริหารทรัพย์สินการรถไฟแห่งประเทศไทย  Download
สุวัฒน์ กันภูมิ และ ชุมภูนุช หุ่นนาค

บทคัดย่อ

         การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากระบวนการในการบริหาร 2) ศึกษาประสิทธิผล    การบริหาร และ 3) หาแนวทางในการปรับปรุงการบริหารเพื่อให้เกิดประสิทธิผลกับฝ่ายบริหารทรัพย์สิน การรถไฟแห่งประเทศไทย การวิจัยครั้งนี้ ใช้แนวทางการวิจัยเชิงผสานวิธี ในเชิงปริมาณเก็บข้อมูลจากบุคลากรฝ่ายบริหารทรัพย์สิน การรถไฟแห่งประเทศไทย จำนวน 48 คน โดยการใช้แบบสอบถาม     ส่วนเชิงคุณภาพเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์ผู้บริหาร การรถไฟแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นผู้ให้ข้อมูลหลักจำนวน 10 ท่าน โดยการสัมภาษณ์เชิงลึก

ผลการวิจัยพบว่า 1) กระบวนการบริหารของฝ่ายบริหารทรัพย์สิน การรถไฟแห่งประเทศไทย ด้านการควบคุม ด้านการบังคับบัญชา ด้านการประสานงาน ด้านการวางแผน และด้านการจัดองค์การ ในภาพรวมมีการปฏิบัติอยู่ในระดับปานกลาง 2) ประสิทธิผลการบริหารของฝ่ายบริหารทรัพย์สิน      การรถไฟแห่งประเทศไทย ในภาพรวมมีประสิทธิผลอยู่ในระดับปานกลาง และ 3) แนวทางในการปรับปรุงการบริหารเพื่อให้เกิดประสิทธิผลกับฝ่ายบริหารทรัพย์สิน การรถไฟแห่งประเทศไทย ได้แก่ (1) ควรมีการปรับปรุงโครงสร้างองค์การให้มีการแบ่งงานที่ชัดเจน การทำงานควรจะเป็น One Stop Serviceและควรมีการนำแนวคิดของภาคเอกชนมาประยุกต์ใช้เพื่อผลสูงสุดขององค์กร (2) ควรใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการปฏิบัติงานทั้งระบบ มีข้อมูลพื้นฐานของหน่วยงานที่สามารถใช้ได้อย่างทั่วถึง มีการจัดหาเครื่องคอมพิวเตอร์ โปรแกรมสำเร็จรูป วัสดุอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องอย่างพอเพียง ทันสมัย และเหมาะสมกับงาน (3) สภาพแวดล้อมของหน่วยงานต้องการมีความเป็นระเบียบเรียบร้อย สะอาด มีพื้นที่สีเขียวที่เหมาะกับการคลายเครียด มีสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างเหมาะสม (4) มีการจัดบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถตรงตามภาระหน้าที่ มีความซื่อสัตย์ สุจริต มีคุณธรรม และองค์กรควรมีการปรับระเบียบกฎเกณฑ์ ข้อบังคับให้ทันสมัย เป็นองค์กรที่โปร่งใส ตรวจสอบได้
คำสำคัญ: การบริหาร  ประสิทธิผล  ฝ่ายบริหารทรัพย์สินการรถไฟแห่งประเทศไทย

Abstract

          The purposes of this research were: 1) to study the administrative process; 2) to study the administrative effectiveness; and 3) to identify guidelines for improving administrative effectiveness of Property Management Department in State Railway of Thailand. The research methodology was the mixed method research design. Regarding quantitative aspect, data were collected from 48 persons in Property Development Department of State Railway of Thailand by using a questionnaire. The qualitative data were collected by deep interviewing from 10 executives, as key informants, of State Railway of Thailand.

          The research result revealed that: 1) the administrative process of Property Management Department in State Railway of Thailand in the aspect of commanding, coordinating, planning, and organizing was generally at a moderate level; 2) the overall administrative effectiveness of Property Management Department in State Railway of Thailand was at a moderate high level; and 3) The guidelines for improving administrative effectiveness of Property Management Department in State Railway of Thailand were (1) adjusting the structure for clear division of work, developing one-stop service operation and applying private sector concepts for organization’s utmost benefit, (2)utilizing information and communication technology in overall work operation, distributing organization’s fundamental information to be available for internal and external units, and supplying sufficient and updated computers, software packages, and related equipment to be suitable for particular works, (3) arranging workspace to be neat, clean, and open, having green space for relaxation and providing appropriate facilities, (4) assigning work according to ability of personnel, promoting personnel to have honesty and morality, and updating the organization’s rules and regulations to be transparent and verifiable organization.
Keywords: administration, effectiveness, property management department of state railway of Thailand
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

10. A Survey on the Language Usage in Manbi Village of Xishuangbanna  Download
He Dongmei, Kornkamon Thanarotrungrueang and Kamontip Rakkiattiyod

摘要

通过田野调查,首次揭示云南省西双版纳曼毕村的语言使用现状,由于长期使用傣语及其文字,曼毕村人已经丢掉了自己的语言而转用傣语,兼用汉语。由于该村人口少,地处山凹,交通不便,其母语傣语使用能力强,语言保留完整,语言保持活力,该村已建立母语傣语(傣语土语)和汉语双语使用机制。本文以田野调查材料为基础, 从保护和记录语言的角度出发对曼毕村人语言使用现状进行调查与分析。母语傣语和汉语的使用呈现和谐共存和相互竞争的现象。
关健词:曼毕村人;傣语;语言和谐

Abstract

Through the field investigation, we have revealed the status of language usage in Manbi Village of Xishuangbanna in Yunnan Province for the first time. Due to the long-term use of Dai language and its characters, Manbi villagers have dropped their own language and switched to Dai language as well as Chinese. Due to a small population of the village, its location in a hillside, and traffic inconvenience, local people prefer to use and are good at using Dai language, as it has been kept intact and still remains popular. The village has established a bilingual system----Dai Language and Chinese. Based on field investigation materials, this paper investigates and analyzes the present situation of language use in Manbi village from the perspective of protection and recording of language. The usage of the mother tongue Dai language and Chinese at the same time presents a phenomenon of coexistence in harmony as well as competition with each other.
Keywords: Manbi villagers, Dai language, language harmony
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

11. การส่งเสริมการอ่านของห้องสมุดประชาชนในประเทศไทย   Download
สิรินาฏ วงศ์สว่างศิริ 

สาระสังเขป

ห้องสมุดประชาชนเป็นห้องสมุดสาธารณะที่ตั้งขึ้นเพื่อให้บริการประชาชนซึ่งอยู่ในชุมชนต่างๆในประเทศไทยมาเป็นเวลายาวนาน บทบาทหน้าที่ของห้องสมุดประชาชนมีทั้งด้านการให้ข้อมูลข่าวสารต่างๆ การศึกษา การวิจัย ศิลปะและวัฒนธรรม  สันทนาการ และนอกจากนั้นยังเป็นสถาบันบริการสารสนเทศและแหล่งเรียนรู้ของการศึกษาทั้งในระบบ นอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย รวมถึงการศึกษาตลอดชีวิต ภารกิจหลักของห้องสมุดประชาชน ได้แก่ การส่งเสริมการอ่านของประชาชนในชุมชน ซึ่งกิจกรรมการส่งเสริมการอ่านนั้น  จะสอดคล้องกับวิถีชีวิตของผู้ใช้บริการห้องสมุด และเหมาะสมกับผู้ใช้บริการทั้งด้านเพศ วัย ศาสนา  เชื้อชาติ และอาชีพ กิจกรรมส่งเสริมการอ่านมีมากมายหลายประเภท เช่น กิจกรรมสัปดาห์หนังสือเพื่อเกษตรกร กิจกรรมบรรณารักษ์สัญจร  กิจกรรมส่งเสริมการอ่านบ้านหนังสืออัจฉริยะ กิจกรรมหนังสือของฉันแบ่งปันกันอ่าน กิจกรรมส่งเสริมการอ่านเพื่อพ่อบ้านแม่บ้าน กิจกรรมเล่านิทานเพื่อส่งเสริมการอ่าน เป็นต้น
คำสำคัญห้องสมุดประชาชน  การส่งเสริมการอ่าน

Summary 

A  public  library  is  a library  that  is  accessible  by  the  general  public. It is located  in each  communities  in Thailand for a long time. The important role of the public library is to provide information about education, research, art and culture, recreation and other knowledge. Moreover, the public library is the information institutes and learning resources of formal, non-formal, and informal education and also long life education. Reading promotion is the main  mission of  Thai  public  library. It has to do the reading activities according to life styles of users who have different genders, ages religions, nationalities, and occupations. There are many kinds of promotion activities such as Farmers’  Book  Fair, Mobile Librarian  Service, Smart  Book  House, Book  Lovers,  Reading Promotion  Activities for  Parents,  Storytelling Activity  for  Promoting  Reading  Skill.
Keywords:  public libraries, reading promotion activities
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

Leave a Reply