วารสาร ปี 2561 ฉบับที่ 1

สารจากคณบดี

                การทำงานวิจัยเป็นการศึกษาและค้นพบวิทยาการใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อ การดำเนินงาน  จึงเป็นบทบาทของนักวิชาการ  นักวิจัย  และคณาจารย์  โดยเฉพาะคณาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษาที่ต้องทำงานวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนการสอน และเพื่อบริการวิชาการแก่ท้องถิ่น  อันจะเป็นการพัฒนาศักยภาพของตนเอง  มาตรฐานการเรียนการสอน และเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นให้มีความมั่นคงและยั่งยืน
                งานวิจัยที่น่าสนใจควรค่าการศึกษา คือ การทำงานวิจัยด้านศิลปวัฒนธรรม  ซึ่งนับวันจะสูญหาย  โดยเฉพาะวรรณกรรมมุขปาฐะ  จิตรกรรมฝาผนัง  วัฒนธรรม ประเพณี และการละเล่นของไทย เป็นต้น  ควรจะมีการส่งเสริมให้มีการศึกษาอย่างลึกซึ้งและต่อเนื่อง  “ราก” ของความเป็นไทยจะได้ไม่สูญหาย
                ขอขอบคุณนักวิชาการ  นักวิจัย  และคณาจารย์ ที่ส่งผลงานวิชาการ/งานวิจัยมาลงวารสารมนุษยสังคมปริทัศน์  ซึ่งผลงานในวารสารฉบับนี้จะมีความหลากหลาย โดยมีงานวิจัย/บทความวิชาการ  ในด้านการพัฒนาการสอนภาษาไทยและภาษาอังกฤษ  การบริการเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น  ทั้งในเขตจังหวัดเพชรบุรีและจังหวัดประจวบคีรีขันธ์   อันเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนางานวิจัยและจะมีประโยชน์มากขึ้น เมื่อนำผลการวิจัยสู่การดำเนินงานอย่างจริงจังและต่อเนื่อง  ขอให้กำลังใจกับนักวิจัยทุกท่าน

บทบรรณาธิการ

                   วารสารมนุษยสังคมปริทัศน์ฉบับนี้มีบทความ จำนวน 12 บทความ  บทความกลุ่มแรกเป็นการศึกษาในเรื่องของภาษาในแง่ของการบรรยายลักษณะของภาษา และการเรียนการสอนเกี่ยวกับภาษาทั้งภาษาไทย  ภาษาอังกฤษ บทความกลุ่มต่อมาเป็นเรื่องของการพัฒนา  ชุมชนให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว โดยศึกษาในแง่มุมของการพัฒนาทุนทางวัฒนธรรมของชุมชน  การพัฒนาชุมชนทางการท่องเที่ยวโดยใช้วิธีการศึกษาจากชุมชนอื่น  การพัฒนาชุมชนในรูปแบบของการจัดการผืนป่าเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร  นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยด้านวัฒนธรรมไทยการแสดงรำวงย้อนยุค ซึ่งเป็นประเพณีการละเล่นพื้นบ้านของชาวไทย การศึกษาหลักคิดยุทธศาสตร์การพัฒนาจากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ  ซึ่งมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อการนำแนวทางมาใช้ในการบริหารพื้นที่ในชุมชนอย่างเป็นระบบ  การศึกษาเกี่ยวกับการพัฒนาคนให้มีความเป็นภาวะผู้นำด้านสารสนเทศ และบทความกลุ่มสุดท้ายเป็นเรื่องของการปฏิบัติงานในสถานศึกษา ทั้งในเรื่องการนำนโยบายการศึกษาไปปฏิบัติและการบริหารความเสี่ยงในสถานศึกษา
                    วารสารมนุษยสังคมปริทัศน์ ได้มีการพัฒนาและปรับปรุงรูปแบบให้เหมาะสมสอดคล้องกับบริบทในยุคปัจจุบันมากยิ่งขึ้น  ทั้งในด้านเนื้อหาและรูปเล่มวารสาร  ทั้งนี้เพื่อให้มีความสะดวกต่อการศึกษาค้นคว้า และการบริหารจัดการมากยิ่งขึ้น แต่ละบทความต้องได้รับการตรวจสอบจากผู้ทรงคุณวุฒิ บทความละ 2 คนเช่นเดิม เพื่อคงมาตรฐานของวารสารตามเกณฑ์การรับรองคุณภาพของศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI) โดยกำหนดออกปีละ 2 ฉบับ  ฉบับที่ 1 (มกราคม-มิถุนายน)  และฉบับที่ 2 (กรกฎาคม-ธันวาคม)
                    กองบรรณาธิการหวังเป็นอย่างยิ่งว่า บทความที่เผยแพร่ในวารสารฉบับนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านทุกท่าน ขอขอบพระคุณผู้ทรงคุณวุฒิที่ให้ความอนุเคราะห์พิจารณาตรวจสอบความสมบูรณ์ของบทความ และขอขอบคุณผู้เขียนทุกท่านที่ส่งบทความมาตีพิมพ์ในวารสาร รวมทั้งผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายที่ช่วยกันผลักดันให้วารสารได้รับการพัฒนาอย่างมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น

1.การพัฒนารูปแบบการสอนอ่านอย่างมีวิจารณญาณ เพื่อส่งเสริมความสามารถทางการอ่านและการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักศึกษาวิชาชีพครู พัชรินทร์ สุริยวงค์/บำรุง ชำนาญเรือ

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบการสอนอ่านอย่างมีวิจารณญาณเพื่อส่งเสริมความสามารถทางการอ่านและการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักศึกษาวิชาชีพครู โดยมีการวิเคราะห์ข้อมูลการทดลองใช้รูปแบบ ดังต่อไปนี้ (1) เปรียบเทียบความสามารถทางการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ (2) เปรียบเทียบความสามารถทางการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักศึกษาวิชาชีพครูก่อนการทดลอง ระหว่างการทดลอง และหลังการทดลองใช้รูปแบบการสอน และ2) ศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาวิชาชีพครูที่มีต่อรูปแบบ การสอนอ่านอย่างมีวิจารณญาณเพื่อส่งเสริมความสามารถทางการอ่านและการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักศึกษาวิชาชีพครู แนวคิด ทฤษฎีเกี่ยวกับการอ่าน และการคิดอย่างมีวิจารณญาณที่ใช้ศึกษาครั้งนี้ ประกอบด้วย แนวคิดเกี่ยวกับแนวทางในการพัฒนาสมรรถนะการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ (Critical reading proficiency : CRP) ของ Huijie ทฤษฎีโครงสร้างประสบการณ์เดิม (Schema theory) กระบวนการอ่านแบบปฏิสัมพันธ์ (Interactive reading) ทฤษฎีโครงสร้างทางสติปัญญาของ Guilford และแนวคิดพุทธิพิสัยของ Bloom กลุ่มตัวอย่าง คือนักศึกษาชั้นปีที่ 2 สาขาวิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี จำนวน 40 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ รูปแบบการสอนอ่านอย่างมีวิจารณญาณแผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดความสามารถทางการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ แบบทดสอบวัดความสามารถทางการคิดอย่างมีวิจารณญาณ แบบสอบถามความคิดเห็น วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าทีแบบไม่เป็นอิสระต่อกัน (t-test for dependent samples) และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการวิเคราะห์เนื้อหา

ผลการวิจัยพบว่า 1. รูปแบบการสอนอ่านอย่างมีวิจารณญาณเพื่อส่งเสริมความสามารถทางการอ่านและการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักศึกษาวิชาชีพครู มี 4 องค์ประกอบ ได้แก่ หลักการวัตถุประสงค์ กระบวนการเรียนการสอน การวัดผลประเมินผลกระบวนการเรียนการสอนมี 6 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นที่ 1 เร้าความสนใจ ขั้นที่ 2 ทบทวนความรู้ ประสบการณ์เดิม ขั้นที่ 3 อธิบายความรู้/ให้ตัวอย่างการวิเคราะห์ ขั้นที่ 4 กระบวนการเรียนรู้การอ่านอย่างมีวิจารณญาณแบ่งเป็น ขั้นย่อยที่ 1 กิจกรรมการอ่านและวิเคราะห์เรื่อง ขั้นย่อยที่ 2 กิจกรรมอภิปรายเรื่องเชื่อมโยงชีวิตและสังคม ขั้นย่อยที่ 3 กิจกรรมสรุปการอ่านและเขียนแผนภูมิ ขั้นย่อยที่ 4 กิจกรรมนำเสนอผลการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ ขั้นที่ 5 วิเคราะห์สถานการณ์ด้วยการคิดอย่างมีวิจารณญาณ และขั้นที่ 6 สรุปความรู้/นำเสนอแนวทางการใช้ประโยชน์จากการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ ผลการทดลองใช้รูปแบบการสอน พบว่า        1.1 นักศึกษามีความสามารถทางการอ่านอย่างมีวิจารณญาณหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 และระหว่างเรียนมีพัฒนาการสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง 1.2 นักศึกษามีความสามารถทางการคิดอย่างมีวิจารณญาณหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 และระหว่างเรียนมีพัฒนาการสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง 2. ความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อรูปแบบการสอนอ่านอย่างมีวิจารณญาณเพื่อส่งเสริมความสามารถของการอ่านและการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักศึกษาวิชาชีพครูอยู่ในระดับมาก คำสำคัญ: รูปแบบการสอน การอ่านอย่างมีวิจารณญาณ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ

Abstract

               The purposes of this research were: 1) to develop a critical reading instructional model to enhance critical reading and thinking abilities of educational profession students. Data were analyzed as follows: (1) to compare critical reading ability; and (2) to compare critical thinking ability of educational professional students before, during, and after using the model; and 2) to study the opinions of educational professional students toward critical reading instructional model to enhance critical reading and thinking abilities of educational professional students. This study applied Critical Reading Proficiency: CRP, Schema Theory, Interactive Reading, the structure of Intellectual Theory - SOI and Cognitive Domain. The samples of this research were 40 2nd year students majoring in Thai, the faculty of Humanities and Social Sciences in Phetchaburi Rajabhat University. The research instruments employed in this research were an instructional model, lesson plans, critical reading and thinking abilities tests, and a questionnaire. The quantitative data were analyzed by mean, standard deviation, and t-test for dependent samples. The qualitative data were analyzed by content analysis. The research results were as follows:
  1. The critical reading instructional model to enhance critical reading and thinking abilities of educational profession students consisted of 4 components; principles, objectives, learning process and evaluation. The learning process was composed of: 1) stimulating; 2) reviewing; 3) explanation; 4) processes: read and analyze, discuss, summarize and present; 5) critical analysing of the situation; and 6) summarizing and presenting. The results of implementing the instructional model and disseminating revealed that
    • the students’ critical reading abilities were significantly higher than before employing the instructional model at .05 level and increased continuously.
    • the students’ critical thinking abilities were significantly higher than before employing the instructional model at .05 level and increased continuously.
  1. The students' satisfaction towards the critical reading instructional model was at the high level.
Keywords:  Instructional model, Critical reading, Critical thinking

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

2. การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีไทยของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ โดยใช้เกมและเพลงพื้นบ้าน แสนรัก บัวทอง

บทคัดย่อ

               การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีไทยของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมและเพลงพื้นบ้าน 2) ศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ในการเรียนวรรณคดีไทยโดยใช้เกมและเพลงพื้นบ้าน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเบญจมเทพอุทิศจังหวัดเพชรบุรี จำนวน 46 คน ที่ได้มาโดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1) แผนการจัดการเรียนรู้เรื่องสุภาษิตพระร่วงและนิราศภูเขาทองที่จัดการเรียนรู้โดยใช้เกมและเพลงพื้นบ้าน  2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีเรื่องสุภาษิตพระร่วงและนิราศภูเขาทอง และ 3) แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ในการเรียนวรรณคดีไทย    โดยใช้เกมและเพลงพื้นบ้าน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบทีแบบไม่เป็นอิสระต่อกัน (t-test for dependent) ผลการวิจัยพบว่า
  1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีไทยของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่จัด การเรียนรู้โดยใช้เกมและเพลงพื้นบ้าน หลังการจัดการเรียนรู้สูงกว่าก่อนการจัดการเรียนรู้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานการวิจัยที่กำหนดไว้
  2. ความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ใน การเรียนวรรณคดีไทยโดยใช้เกมและเพลงพื้นบ้าน พบว่าโดยภาพรวมเห็นด้วยอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า นักเรียนเห็นด้วยมากที่สุด ในด้านบรรยากาศการจัด การเรียนรู้  รองลงมา ได้แก่ ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ และด้านประโยชน์ที่ได้รับจาก การเรียนรู้ ตามลำดับ
คำสำคัญ:  วรรณคดีไทย เกม เพลงพื้นบ้าน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

Abstract

            The objectives of this research were to : 1) compare achievement in learning Thai literature of Mattayomsuksa 1 students before and after learning by using games and folk songs; and 2) study Mattayomsuksa 1 students’ opinions towards learning Thai literature by using games and folk songs.      The sample used in the research were 46 Mattayomsuksa 1 students of Benchamatheputhit Phetchaburi School selected by simple random sampling. The instruments used for this research were : 1) lesson plans on Suphasit Phra Ruang and Nirat Phu Khao Thong; 2) an achievement test on Thai literature : Suphasit Phra Ruang and Nirat Phu Khao Thong; and 3) questionnaires on  Mattayomsuksa 1 students’ opinions towards Learning with games and folk songs. The statistical analysis employed were means, standard deviation, and t-test for dependent. The results of this research were as follows :
  1. The Mattayomsuksa 1 students’ learning achievement in Thai literature after using games and folk songs were significantly higher than before using games and folk songs at the 0.05 level.
  2. The Mattayomsuksa 1 students’ opinions towards learning Thai literature by using games and folk songs were at the highest level in overall and in each aspect. Those aspects could be ranked in descending order of their mean scores were learning atmospheres, learning activities, and learning benefits.
 Keyword:  Thai literature, Games, Folk songs, Learning achievement

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

3. การพัฒนาคู่มือภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารทางวัฒนธรรมอาเซียน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จังหวัดเพชรบุรี แสงดาว ถิ่นหารวงษ์

บทคัดย่อ

             การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลองแบบกลุ่มเดียว มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาคู่มือภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารทางวัฒนธรรมอาเซียนสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จังหวัดเพชรบุรี 2) เปรียบเทียบผลการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ก่อนและหลังการอ่านคู่มือภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารทางวัฒนธรรมอาเซียน และ 3) ศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อคู่มือภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารทางวัฒนธรรมอาเซียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสังกัดเทศบาลเมืองชะอำ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี จำนวน 50 คน เครื่องมือวิจัยในการวิจัย ได้แก่  1) คู่มือภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารทางวัฒนธรรมอาเซียน 2) แบบทดสอบวัดผลการเรียนรู้ก่อนและหลังการอ่านคู่มือภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารทางวัฒนธรรมอาเซียน และ   3) แบบสอบถาม  ความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อคู่มือภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารทางวัฒนธรรมอาเซียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย   ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการทดสอบค่าที ผลการวิจัยพบว่า 1) คุณภาพของคู่มือภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารทางวัฒนธรรมอาเซียนโดยผู้เชี่ยวชาญในภาพรวม มีคุณภาพอยู่ในระดับมาก (= 4.40, S.D. = 0.46)  2)  ผลการทดสอบนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสังกัดเทศบาลเมืองชะอำ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรีที่อ่านคู่มือภาษาอังกฤษ     เพื่อการสื่อสารทางวัฒนธรรมอาเซียน  มีผลการเรียนรู้การอ่านแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ  3) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีความคิดเห็นต่อคู่มือภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารทางวัฒนธรรมอาเซียนในภาพรวมอยู่ในระดับมาก  (= 4.19, S.D. = 0.58) คำสำคัญ: คู่มือ ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารทางวัฒนธรรมอาเซียน

Abstract

               This experimental research aimed to 1) develop the handbook - English for ASEAN Cultural Communication - for Mattayom Suksa 3 students in Phetchaburi, 2) compare the reading comprehension of the students before and after reading the English handbook, and 3) examine students’ opinion towards the English handbook. The samples were 50 Mattayom Suksa 3 students in Cha-am municipal schools, Cha-am District, Phetchaburi who were selected using simple random sampling method. Research instruments used for data collection included 1) the English handbook, 2) an English reading comprehension test, and 3) a questionnaire on students’ opinion towards the handbook. Data were analyzed using mean, standard deviation, and t-test. The results revealed that: 1) the English handbook was overall suitable and appropriate at a good level (= 4.40, S.D.= 0.46), 2) the students’ English reading comprehension ability was significantly different at .01 level, and 3) overall, the students’ opinion towards the English handbook were at high   levels (= 4.19, S.D. = 0.58). Keywords: Handbook, English for ASEAN cultural communication

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

4. ทางเลือกการพัฒนาชุมชน: รูปแบบการมีส่วนร่วมของชุมชน ในการจัดการป่าเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร เขตพื้นที่ป่าต้นน้ำหนองหาร จังหวัดสกลนคร ภัชราภรณ์ สาคำ

บทคัดย่อ

                 บทความวิจัยนี้มุ่งเน้นเพื่อศึกษารูปแบบการจัดการพื้นที่ป่าต้นน้ำอย่างมีส่วนร่วมของชุมชนที่มีผลต่อความมั่นคงทางอาหาร และวิเคราะห์ปัจจัยที่ทำให้เกิดความมั่นคงทางอาหารภายใต้การจัดการป่าต้นน้ำอย่างมีส่วนร่วม  ใช้ระเบียบวิจัยเชิงคุณภาพและเครื่องมือที่ใช้ได้แก่ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง ประเด็นสนทนากลุ่ม วิเคราะห์และนำเสนอข้อมูลเชิงพรรณนา โดยการคัดเลือกพื้นที่แบบเจาะจงที่กระจายตัวบริเวณลำน้ำพุงคือ ชุมชนหลุบเลา ผลการศึกษาพบว่า รูปแบบการจัดการพื้นที่ป่าต้นน้ำที่มีผลต่อความมั่นคงทางอาหารนั้น ชุมชนต้องมีส่วนร่วมในกระบวนการจัดการป่าชุมชนทุกขั้นตอน  เนื่องจากที่ผ่านมาชุมชนขาดการมีส่วนร่วมในกระบวนการจัดตั้งป่าชุมชน จึงทำให้ขาดความเชื่อมั่นการเข้าถึงสิทธิ์ในอนาคตจากนโยบายเพิ่มพื้นที่ป่าหรือการจัดการป่าชุมชนสมัยใหม่ของกรมป่าไม้ ตั้งแต่ปี 2544 เพียงเท่านั้น และขาดความต่อเนื่องในการจัดกระบวนการเรียนรู้ให้กับชุมชน อย่างไรก็ตาม ชุมชนสามารถเก็บผลผลิตจากป่าตามฤดูกาลแบบพอเพียงเพื่อการบริโภคคิดเป็นสัดส่วนกว่าร้อยละ 30 ของปริมาณอาหารที่ชุมชนบริโภคในแต่ละปีและบางครัวเรือนขายเพื่อสร้างรายได้เสริมเพิ่มเติม ส่วนปัจจัยที่ทำให้เกิดความมั่นคงทางอาหารภายใต้การจัดการป่าต้นน้ำอย่างมี  ส่วนร่วมนั้น ได้แก่ 1) การมีมติเพื่อการจัดการป่าชุมชนแต่ละแปลงร่วมกัน 2) การพัฒนาระบบวนเกษตรในป่าชุมชนเพิ่มเติมและป่าหัวไร่ปลายนา 3) การใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่าระดับครัวเรือนและชุมชน 4) การปลูกพืชเศรษฐกิจเพื่อเสริมสร้างรายได้ 5) มติข้อตกลงและกฎระเบียบร่วมกันเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติ 6) การเพิ่มพื้นที่ป่าและความหลากหลายทางชีวภาพ ตลอดทั้ง 7) การสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งนับได้ว่าเป็นปัจจัยสำคัญเพื่อสร้างความยั่งยืนในการจัดการป่า นำไปสู่การขยายผลเพื่อสร้างทางเลือกการพัฒนาชุมชนมิติด้านความมั่นคงทางอาหารสู่พื้นที่ป่าต้นน้ำอื่นต่อไป สำหรับข้อเสนอแนะเชิงนโยบายควรมีความชัดเจนถึงแนวทางปฏิบัติ อาทิเช่น กฎหมายและนโยบายด้านการจัดการป่าควรส่งเสริมกระบวนการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง สร้างความเชื่อมั่นระดับต่างๆ ส่วนการนำผลการวิจัยไปใช้ควรมีการจัดเวทีระดับจังหวัดร่วมกับหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารหาแนวทางในการดำเนินงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง ตลอดทั้งการวิจัยครั้งต่อไปควรมุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพองค์กรชุมชนและการพัฒนาคุณภาพชีวิตด้านอื่นๆ แบบบูรณาการ  คำสำคัญ:  การพัฒนาชุมชน ความมั่นคงทางอาหาร การมีส่วนร่วม

Abstract

            This research article aims to explore participatory watershed forest management of community which leads to food security, as well as to analyze relevant factors related to food security strengthening under such watershed management scheme. Qualitative research methods were used including semi-structure interview, focused group discussion, and descriptive analysis. Site selection was purposive to villages along Nam Pung river called Lup Lao community. The research result shows watershed forest management practice which will contribute to food security needs intensive participation of communities through out the community forest management process.   As villagers have been neglected in the establishment process of community forests in the past, therefore they were not convinced for their rights to access the community forests in the future which also relevance to government policies on increasing national forest cover and new procedures for community forest management under the Royal Forest Department since 2001 which were generally perceived as lack of continuity and did not encourage learning within the community. However, the villagers could still enjoy seasonal forest products which sufficient for their household consumptions and accounted for 30 percent of the households’ annual food consumption. In addition, some households could sell the forest products and earn additional income. The key factors contributed to food security through participatory watershed management were 1) having common goal in managing each area of community forest, 2) agroforestry development in the community forests and farms’ edge, 3) awareness on sustainable use of forest resources in the households and communities, 4) growing economic crops to increase income, 5) setting rules and regulations and enforcement, 6) increasing of forest area and biodiversity, and 7) getting supports from relevant organizations. These are all key factors to sustain forest management which can be scaled up as alternative for community development to strengthen food security in other watershed areas. Concerning policy level, some issues can be drawn from this study such as the laws and policies on forest management should promote real participation and build up trust within each level. In addition, on making use of the research results, there should be provincial forum that brings relevant organizations to share information and discuss potential long term collaboration. Further research should focus on capacity building for community organizations and integrate with community livelihoods. Keywords:  Community development, Food security, Participation

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

5. การบริหารความเสี่ยงที่ส่งผลต่อคุณภาพการจัดการศึกษาของ โรงเรียนดีประจำตำบล จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ อุษา บัวด้วง

บทคัดย่อ

           งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) การบริหารความเสี่ยงของผู้บริหารสถานศึกษา 2) คุณภาพการจัดการศึกษาของโรงเรียนดีประจำตำบล และ  3) การบริหารความเสี่ยงที่ส่งผลต่อคุณภาพการจัดการศึกษาของโรงเรียนดีประจำตำบลของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 12 คน ครูผู้สอน จำนวน 230 คน รวมทั้งสิ้น 242 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามซึ่งมีลักษณะเป็นมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่     ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า 1) การบริหารความเสี่ยงของโรงเรียนดีประจำตำบลของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พบว่า โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านอยู่ในระดับมากทุกด้าน  ด้านที่มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด ได้แก่ ด้านการบริหารนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อการจัดการ รองลงมา ได้แก่ ด้านการบริหารการเงิน และด้านผลผลิตและการบริหาร ตามลำดับ 2) คุณภาพการจัดการศึกษาของโรงเรียนดีประจำตำบลของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านอยู่ในระดับมากทุกด้าน  ด้านที่มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด ได้แก่ ด้านโรงเรียนคุณภาพ รองลงมา ได้แก่ ด้านนักเรียนเป็นคนมีความสุข และด้านโรงเรียนมีสัมฤทธิผลเป็นที่ยอมรับ ตามลำดับ  3) การบริหารความเสี่ยงที่ส่งผลต่อคุณภาพการจัดการศึกษาของโรงเรียนดีประจำตำบลของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ได้แก่ ด้านการบริหารนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อการจัดการ ด้านโครงสร้างนโยบายของสถานศึกษา ด้านผลผลิตและการบริหารและด้านการบริหารการเงิน โดยมีสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณเท่ากับ 0.826 ประสิทธิภาพในการทำนายร้อยละ 68.10 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05  คำสำคัญ : การบริหารความเสี่ยง โรงเรียนดีประจำตำบล คุณภาพการจัดการศึกษา

Abstract

               The purposes of this research were to study: 1) risk management of school administrators; 2) educational administration quality; and 3) risk management affecting  the educational administration quality of  outstanding subdistrict schools in Prachuap Khiri Khan. The samples used in this research were 242 respondents consisting of 12 school administrators and 230 teachers. The research instrument was the questionnaire in form of the rating scale in 5 levels. The statistics used for data analysis were percentage, mean, standard deviation and stepwise multiple regression analysis. The research results revealed that: 1) The risk management of school administrators in outstanding subdistrict schools of Prachuap Khiri Khan as  a whole was at a high level. Considering in each aspect, it was found that   the innovation and technology for management was at the highest level, followed by the financial management, and the productivity and administration, respectively; 2) The educational administration quality of outstanding subdistrict schools in Prachuap Khiri Khan as a whole was at a high level, Considering in each aspect, it was found that the quality of schools was at the highest level, followed by the students’ happiness and the schools’ achievement, respectively; 3) The risk managements affecting the educational administration quality of outstanding subdistrict schools in Prachuap Khiri Khan were the innovation and technology for management, the school policy structure, the productivity and administration, and the financial management with the multiple correlation coefficient level of 0.826, predictive efficiency of 68.10%  at the statistical significance level of 0.05.  Keywords: Risk management, Outstanding subdistrict schools, Educational administration quality

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

6. การนำนโยบายด้านการศึกษาไปปฏิบัติขององค์การบริหารส่วนตำบล ในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ศุภณัฏฐ์ ทรัพย์นาวิน / รักเกียรติ หงษ์ทอง / ภัทริยา สุวรรณบูรณ์

บทคัดย่อ

             การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการนำนโยบายด้านการศึกษาไปปฏิบัติขององค์การบริหารส่วนตำบลในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 2) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการนำนโยบายด้านการศึกษาไปปฏิบัติขององค์การบริหารส่วนตำบลในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และ   3) สังเคราะห์หาแนวทางที่เหมาะสมในการนำนโยบายด้านการศึกษาไปปฏิบัติขององค์การบริหารส่วนตำบลในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์  กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ ผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานด้านการศึกษาในองค์การบริหารส่วนตำบล จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จำนวน 150 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน  ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยในการนำนโยบายด้านการศึกษาไปปฏิบัติในภาพรวมมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก  เมื่อพิจารณารายด้าน ด้านที่มีการปฏิบัติในระดับมากที่สุด ได้แก่ ด้านสภาพแวดล้อมทางสังคม รองลงมาได้แก่ ด้านความชัดเจนในเป้าหมายและวัตถุประสงค์ และด้านสมรรถนะของหน่วยงาน ตามลำดับ  ส่วนการนำนโยบายด้านการศึกษาไปปฏิบัติในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณารายด้าน ด้านที่มีการปฏิบัติในระดับมากที่สุด ได้แก่ ด้านอาคารสถานที่และวัสดุอุปกรณ์ รองลงมาได้แก่ ด้านบุคลากรทางการศึกษาและด้านการบริหารจัดการ ตามลำดับ  2) ปัจจัยที่ส่งผลต่อการนำนโยบายด้านการศึกษาไปปฏิบัติ ได้แก่ ด้านความร่วมมือและสนับสนุนจากหน่วยงานภายนอก (X6)  สมรรถนะของหน่วยงาน (X2)  กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง (X5) และความพร้อมด้านทรัพยากร (X3)  โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณเท่ากับ 0.907  สามารถร่วมกันพยากรณ์การนำนโยบายด้านการศึกษาไปปฏิบัติขององค์การบริหารส่วนตำบล จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ได้ร้อยละ 82.30  อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01  และสามารถสร้างสมการในการพยากรณ์ได้ดังนี้     tot  = 0.558 (X6) + 0.152 (X2) + 0.151 (X5) + 0.158 (X3) และ 3) แนวทางที่เหมาะสมใน    การนำนโยบายด้านการศึกษาไปปฏิบัติคือ การได้รับการสนับสนุนงบประมาณอย่างเพียงพอ ต้องมีการประสานงานที่ดีภายในองค์กร กำหนดข้อกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องให้ชัดเจน สร้างความมั่นคงในวิชาชีพให้แก่บุคลากรทางการศึกษา และสรรหาบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถมาปฏิบัติงาน คำสำคัญการนำนโยบายไปปฏิบัติ  การศึกษา

Abstract

              The purposes of this research were to: 1) study the implementing educational policy of the Subdistrict Administrative Organization, Prachuap Khiri Khan Province, 2) study the factors affecting the implementing educational policy of  the Subdistrict Administrative Organization, Prachuap Khiri Khan Province, and (3) synthesize the appropriate approaches of implementing  educational policy of the Subdistrict Administrative Organization, Prachuap Khiri Khan Province. The population in this study was the administrators and practitioners in education. The amount of the sampled group was of 150 peoples by using proportional sampling techniques. Tool in this research was questionnaire, the statistics used in the study were the mean and standard deviation and Stepwise Multiple Regression analysis. The research result  were as follows:  1) the educational policy implement factors in overall was at a high level. Considering on each aspect, it was found that the social environment was at the highest level, followed by the clarification of goals and objectives, and the performance, respectively. While the implementing education policy in overall was at a moderate level. Considering on each aspect, it was found that the building and material was at the highest level, followed by the educational personnel, and the administration, respectively; 2) factors affecting the implementing educational policy were the co-operation and supporting from outsourcing agencies (X6), performance (X2), laws and related regulations (X5), and the availability of resources (X3) with the multiple correlation coefficient level of 0.907. The result showed the 82.30 percent of the prediction power towards the  implementing educational policy of Subdistrict Administration Organization in Prachuap Khiri Khan with the statistical significance level of 0.01 and could create the predictive equation as follow: tot  = 0.558 (X6) + 0.152 (X2) + 0.151 (X5) + 0.158 (X3); and 3) the appropriate approaches of implementing in educational policy such as obtaining adequate budget, having better coordination within the organization, setting related laws and regulations clearly, creating stability in the careers for the educational personnel and recruiting personnel with ability to perform.  Keywords:  Policy implementation, Education

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

7. ภาพสะท้อนหลักและศิลปะการพูดจากสำนวนไทย อรวี บุนนาค

บทคัดย่อ

             ผู้วิจัยศึกษาเรื่อง “ภาพสะท้อนหลักและศิลปะการพูดจากสำนวนไทย” โดยศึกษาจากเนื้อหาความหมายของสำนวนไทยฉบับราชบัณฑิตสภา จากการเก็บข้อมูลพบสำนวนไทยเกี่ยวกับการพูดจำนวน 60 สำนวน ซึ่งปรากฏภาพสะท้อนที่สำคัญว่าสังคมไทยเป็นสังคมที่ให้ความสำคัญต่อการพูดเนื้อหาความหมายของสำนวนไทยฉบับราชบัณฑิตสภาสามารถแสดงให้เห็นถึงหลักการ แนวคิดและเทคนิค-กลวิธีการพูดในสถานการณ์ต่างๆ  ตลอดจนคุณลักษณะต่าง ๆ  ของผู้พูด ได้แก่ ความจริงใจของผู้พูด ความน่าเชื่อถือของผู้พูด ทักษะการสื่อสารของผู้พูด นอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นว่าสังคมไทยให้ความสำคัญกับความสุภาพในการพูด   ทั้งความสุภาพในมิติทางสังคม ความสัมพันธ์ระหว่างคู่สนทนา และมุมมองเรื่องหน้ากับความสุภาพ คำสำคัญ:  หลักและศิลปะการพูด  สำนวนไทย  ความสุภาพ

Abstract

         This article aims to study the reflection of principles and art of speaking from Thai proverbs by considering the meaning and content of the Thai proverbs as defined by Office of the Royal Society. According to the data collection, the result shows the 60 Thai proverbs which present the essential reflection that Thai society has given precedence to the speaking. The substance and denotation of the Thai proverbs defined by Office of the Royal Society also present the principle, concept and technique including the speaking strategies in the different situations as well as the characteristics of speaker, namely, the sincerity of speaker, credibility of speaker and communication skills of speaker. Moreover, Thai society has as well placed important to the courtesy behavior in society, the relationship between the speaker and interlocutor and face and politeness. Keywords:  Principles and art of speaking, Thai proverbs, Politeness

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

8. รำวงย้อนยุคของคณะชมพู่เมืองเพชร ธนากร กลิ่นมาลัย / กุสุมา เทพรักษ์

บทคัดย่อ

                 งานวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) ศึกษาประวัติความเป็นมา 2) องค์ประกอบการแสดง และ 3) พฤติกรรมของผู้ชมต่อการแสดงรำวงย้อนยุค คณะชมพู่เมืองเพชร ศึกษาโดยการสัมภาษณ์กลุ่มศิลปินรำวงย้อนยุคเพื่อศึกษาประวัติความเป็นมาจำนวน 5 คน การสัมภาษณ์เกี่ยวกับองค์ประกอบของการแสดงและการสังเกตพฤติกรรมผู้ชมการแสดงรำวงย้อนยุคจำนวน 15 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า  1) คณะชมพู่เมืองเพชรก่อตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ.2553 โดยนางดวงกมล เกตุพวงแก้ว ซึ่งเป็นเจ้าของคณะ เกิดจากแรงบันดาลใจของนางดวงกมลเอง ที่มีความรักในการเต้นรำวงย้อนยุคในวัยเด็ก และต้องการอนุรักษ์ศิลปะการรำวงย้อนยุคเอาไว้เพื่อให้เยาวชนรุ่นหลัง  2) องค์ประกอบการแสดงรำวงย้อนยุคมี 7 ด้าน คือ (1) นางรำ มีลักษณะเด่นในด้านรูปร่าง หน้าตา และมีอัธยาศัยที่ดี (2) เครื่องแต่งกาย แบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ แบบย้อนยุค และแบบสมัยใหม่ มีแนวคิดการออกแบบมาจากละครโทรทัศน์ไทยในสมัย พ.ศ. 2553 (3) วิธีการแสดงแบ่งออกเป็น 2 ช่วง คือ รอบการเต้นไหว้ครูและรอบการเต้นรำวงย้อนยุค (4) ดนตรี เพลง และการขับร้อง เป็นวงดนตรีพื้นฐานทั่วไป  ใช้เครื่องดนตรีสากล นิยมเล่นเพลงทั้งหมด 16 จังหวะพื้นฐานของรำวงย้อนยุค (5) เวที มี 2 ส่วน ได้แก่ เวทีของนางรำวง และเวทีที่ของกองเชียร์ 6) บัตรมี 2 ประเภท คือ บัตรธรรมดา และบัตรเหมา (7) โอกาสที่ใช้ในการแสดง สามารถใช้ได้ทั้งงานมงคลและงานอวมงคล   3) ด้านพฤติกรรมของผู้ชมการแสดงรำวงย้อนยุค คณะชมพู่เมืองเพชร แบ่งออกเป็น 4 ประเภทคือ (1) การชมการแสดง (2) การซื้อบัตร (3) การติดตามและ(4) การสนับสนุน  การแสดงรำวงย้อนยุคคณะชมพู่เมืองเพชรมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวทั้งในเรื่องของการแสดง มารยาท รูปแบบการเต้น การรำ เป็นแบบเฉพาะของการเต้นรำวงย้อนยุค สมควรที่จะอนุรักษ์ส่งเสริมให้เป็นมรดกของชาติสืบไป  คำสำคัญ: รำวงย้อนยุค คณะชมพู่เมืองเพชร

Abstract

               This research aimed to study:  1) the history;  2) the performance elements; and 3) the audiences’ behaviors towards the  retro dancing of Chomphumueangphet troupe. This study used a structural interview by 5 members Chomphumueangphet troupe for collecting the history and collected the performance elements and the audiences’ behaviors by interview and observation from 15 audiences. Data were analyzed by using content analysis. The research results revealed that: 1) Chomphumueangphet troupe was established in 2010 by Mrs. Duangkamon Ketphuangkaew, the owner of the troupe. The inspiration of founding this troupe was from being in love with this kind of performance since she was young and  wanted to conserve it for the next generation; 2) There were  7 performance elements of the retro dancing:  (1) performers had good figure and being friendly, (2) two kinds of costumes were the retro design and the modern design that was inspired by Thai soap opera in 2010, (3) two rounds of the performance method were the dancing for teacher respect and the retro dancing, (4) music and singing were based on the musical instruments and the songs were played in 16 basic rhythms of the retro dance, (5) two stages of performance were the stage for the dancers and the stage for the audience, (6) two kinds of tickets were the individual and combination tickets, (7) 2 occasions of performances were the auspicious ceremony and the inauspicious ceremony; 3) The audiences’ behaviors towards the  retro dancing of Chomphumueangphet troupe  had 4 categories: performances’ watching; buying the tickets, following, and supporting. The  retro dancing of Chomphumueangphet troupe had the unique of the performance,  manners, dancing styles. It should be conserved as a national heritage. Keyword:  Retro dancing, Chomphumueangphet troupe

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

9. หลักคิดยุทธศาสตร์การพัฒนาจากโครงการอันเนื่องมาจาก พระราชดำริฯ ในจังหวัดเพชรบุรี เฉลียว บุรีภักดี / ภัทริยา สุวรรณบูรณ์ / สมนึก ชูปานกลีบ / ชลทิตย์ เอี่ยมสำอางค์

บทคัดย่อ

             โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในจังหวัดเพชรบุรี เกิดจากพระปรีชาสามารถอันสูงเลิศ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชที่ทรงปรารถนาให้พสกนิกรชาวไทยได้ อยู่ดีมีความสุข จากโครงการพัฒนานี้เมื่อนำมาวิเคราะห์และสังเคราะห์แล้ว พบว่า พระองค์ท่านได้ศึกษาปัญหาและกำหนดแนวทางพัฒนาอย่างเป็นระบบ สามารถแสดงได้เป็นรูปแบบยุทธศาสตร์การพัฒนาที่ประกอบด้วย 1) การระบุปัญหาและการวิเคราะห์ปัญหาทุกข์ร้อน คือ ก่อนการพัฒนาพระองค์ท่านได้ศึกษาสภาพปัญหาที่เป็นความเดือนร้อนของราษฎรด้วยหลักวิชาการอย่างรอบคอบ ถึงสาเหตุของปัญหา 2) การกำหนดและวิเคราะห์ปัญหาเป้า 3) การกำหนดเป้าหมายของยุทธศาสตร์ 4) การสร้างหน่วยระบบทำงาน 5) การจัดหาทรัพยากรในการทำงาน จากการศึกษาปัญหาที่พบได้แก่ ปัญหาความยากจน และขาดที่ทำกิน ปัญหาทรัพยากรธรรมชาติ อาทิ น้ำ ดิน ป่าไม้ ปัญหาสิ่งแวดล้อมปัญหาการเกษตรเป้าหมายยุทธศาสตร์ เพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้โดยกำหนด เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ 27 โครงการ ซึ่งมีหลักการพัฒนาที่เป็นระบบ ด้วยการวางแผน การปฏิบัติงานตามแผน และประเมินผล หลักการประสานงานหลักการมีส่วนรวมของประชาชน ในการจัดหาทรัพยากรในการพัฒนา ยึดหลักให้สอดคล้องกับภูมิสังคม ที่มีในท้องถิ่นเป็นเทคโนโลยี ที่ประชาชนนำมาประยุกต์ใช้ได้  ใช้ทรัพยากรแบบธรรมชาติช่วยธรรมชาติ จากการอุทิศ     พระวรกายเพื่อมุ่งมั่นพัฒนาให้พสกนิกรมีความเป็นอยู่ที่ร่มเย็นเป็นสุข คำสำคัญ:  หลักคิดยุทธศาสตร์การพัฒนา   โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

Abstract

            Development projects according to the initiative of His Majesty King Bhumibol Adulyadej in Phetchaburi Province resulted from the genius of His Majesty the King who wished Thai people a better and healthier life by devoting his life in development commitment for his people to live happily. The analysis and synthesis of those projects revealed that His Majesty King BhumiBol Adulyadej had deeply and systematically studied the problems and determined the solutions, which could be formulated into the form of development strategy model as follows: 1) identification and analysis of suffering problem: before development, His Majesty the King had completely studied, using academic principles, the problem situation people suffered by trying to find the causes of those problems, 2) identification and analysis of the target problem, 3) identification of strategy goal, 4) creation of working systems unit, and 5) procurement of resource for working. The target problem found in the study consisted of poverty and people’s lack of land for earning their living, natural resource problems, environmental problems, and agricultural problems, etc. The strategy goal was eradication or decreasing of those problems. And, to solve those problems, 27 projects according to His Majesty the King’s initiative were planned and implemented, in which systematic development principle was applied by using people’s coordination and participation in planning, implementation, and evaluation. For procurement of resources for development, the resources were materials in the local areas and appropriate technology people could manage, focusing on the principles of socio-geography conformity and nature-by-nature solution. Keywords:  Development Strategy Concept,  His Majesty the King’s initiative projects

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

10. สารสนเทศกับบทบาทภาวะผู้นำในองค์กรธุรกิจ ประอรนุช โปร่งมณีกุล / รักเกียรติ หงษ์ทอง / สิรินาฏ วงศ์สว่างศิริ

บทคัดย่อ

              สารสนเทศเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการประกอบอาชีพและการทำงานในตำแหน่งงานต่างๆ รวมถึงตำแหน่งผู้นำองค์กรธุรกิจ เนื่องจากสารสนเทศที่มีคุณค่า สมบูรณ์ ครบถ้วน และทันการณ์ ทำให้เกิดความรู้ ความคิด และสติปัญญา อันจะนำไปสู่การพัฒนา และสร้างสรรค์  ผู้นำในองค์กรธุรกิจจึงจำเป็นต้องรู้แหล่งสารสนเทศ และสามารถเลือกใช้สารสนเทศที่เหมาะสมกับงานในหน้าที่ความรับผิดชอบ โดยเฉพาะหน้าที่ในการบริหารจัดการ ได้แก่ การวางแผน การจัดองค์กร การนำ และการควบคุม  สารสนเทศที่ผู้นำในองค์กรธุรกิจจำเป็นต้องใช้เพื่อการปฏิบัติงาน ได้แก่ สารสนเทศด้านบัญชี เศรษฐศาสตร์และภาวะเศรษฐกิจการค้าโดยทั่วไป สังคม การเมือง สถิติ กฎหมายธุรกิจ และภาษาธุรกิจที่ใช้ในการดำเนินงาน โดยแหล่งสารสนเทศที่สำคัญและเป็นประโยชน์สำหรับผู้นำในองค์กรธุรกิจ เช่น กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ห้องสมุดมารวย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เป็นต้น คำสำคัญสารสนเทศ แหล่งสารสนเทศ ภาวะผู้นำ องค์กรธุรกิจ

Abstract

            Information is a key factor affecting the success of the occupation and working in various positions, including the position of leading business organizations because the information is valuable, timely and complete cause of knowledge, ideas and wisdom that will lead to development and creative. Leaders in business, it is essential to know the sources of information and can use the information that is appropriate to the duties and responsibilities, specially the functions of management, including planning, organizing, leading and controlling. A leader in enterprise information required for the practice, including accounting information, economics, trade and the economy, political, social statistics, business law and the language used in business operations. The source of critical information and helpful for leaders in business, for example: Department of  Business Development, Department of  Intellectual Property, Ministry of Commerce, KASIKORN Research Center Company Limited, Maruey Knowledge & Resource Center, The Stock Exchange of Thailand.  Keywords:  Information, Information sources, Leadership, Business organization

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

11. กรณีศึกษาจากชุมชนสู่ชุมชน พิมพ์ระวี โรจน์รุ่งสัตย์

บทคัดย่อ

            บทความนี้เป็นการนำเสนอกรณีศึกษาจากการนำชุมชนหนองจอก อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี ไปศึกษาดูงานเพื่อพัฒนาการท่องเที่ยวชุมชน ณ ชุมชนชากแง้ว อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี โดยนำเสนอกระบวนการเตรียมการเพื่อประสิทธิผลของการศึกษาดูงาน และองค์ความรู้ที่ชุมชนได้รับเพื่อมาพัฒนาการท่องเที่ยวต่อ รวมทั้งผลจากการศึกษาดูงานที่กระตุ้นให้ชุมชนหนองจอกเกิดความกระตือรือร้นในการพัฒนาการท่องเที่ยวโดยประชุมชุมชนเพื่อค้นหาศักยภาพทางการท่องเที่ยวและคณะกรรมการชุมชนด้านการท่องเที่ยว  ซึ่งกระบวนการดังกล่าวเป็นกรณีศึกษาที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้กับชุมชนอื่นต่อไปได้ คำสำคัญ:  การท่องเที่ยวชุมชน ชุมชนชากแง้ว ชุมชนหนองจอก กรณีศึกษา

Abstract

         This article presents a case study of leading educated field trip of Nongchok community, Thayang district, Phetchaburi province to study the development of community-based tourism at Chakngeaw community, Bang Lamung district, Chonburi province. Preparation process for effective field trip and knowledge received by Nongchok community in order to develop their own community tourism is presented. The content also includes results after the field trip that encouraged Nongchok community to be enthusiastic to develop tourism of the community by setting up their meeting in order to find tourism potentials and committee. The process can perform as a case study which could be applied to other communities.  Keywords:   Community-based tourism, Chakngaew community, Nongchok community, Case study

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

12. แนวทางการพัฒนาศักยภาพทุนทางวัฒนธรรมเพื่อ ส่งเสริมการท่องเที่ยวของอำเภอคลองเขื่อน จังหวัดฉะเชิงเทรา อารียา บุญทวี / จินดา เนื่องจำนงค์ / วชิรพงศ์ มณีนันทิวัฒน์

บทคัดย่อ

                งานวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์และประเมินศักยภาพของทุนทางวัฒนธรรม รวมทั้งเพื่อกำหนดแนวทางในการพัฒนาทุนทางวัฒนธรรม สู่การท่องเที่ยวและสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจของอำเภอคลองเขื่อน จังหวัดฉะเชิงเทรา ใช้เทคนิค การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมและประเมินศักยภาพ (SWOT analysis)  ผลการวิจัยพบว่า   ทุนทางวัฒนธรรมของอำเภอคลองเขื่อน จังหวัดฉะเชิงเทรา มีจุดแข็ง : ด้านศาสนสถาน   ด้านโบราณสถานและโบราณวัตถุ ด้านประเพณี ด้านภูมิปัญญาท้องถิ่น ด้านแหล่งเรียนรู้   ด้านแหล่งท่องเที่ยว จุดอ่อน : ขาดการประชาสัมพันธ์ ขาดการมีส่วนร่วมของชุมชน โอกาส อำเภอติดกับแม่น้ำและมีวัดที่สำคัญหลายวัด ซึ่งสามารถจัดกิจกรรมไหว้พระทางแม่น้ำบางปะกง นอกจากนี้มีธนาคารการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ ได้เข้าไปสนับสนุนกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงการเกษตร อุปสรรค ยุคโลกาภิวัตน์ทำให้เยาวชนไม่ค่อยสนใจศิลปะ วัฒนธรรม การพัฒนาทุนทางวัฒนธรรมควรมีแนวทาง ดังนี้ การพัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงระดับตำบล สู่ระดับอำเภอและสู่ระดับจังหวัด จัดนิทรรศการประชาสัมพันธ์ ทุนทางวัฒนธรรม และนำของดีของแต่ละชุมชนมาวางจำหน่ายที่อุทยาน   พระพิฆเนศวรปางยืนตำบลบางตลาด อำเภอคลองเขื่อน จังหวัดฉะเชิงเทรา คณะผู้วิจัยได้จัดทำหนังสือองค์ความรู้ทุนทางวัฒนธรรม ฉบับไทย-อังกฤษ-จีน และได้จัดนิทรรศการทุนทางวัฒนธรรมที่อุทยานพระพิฆเนศวร (ปางยืน) เพื่อให้เกิดการส่งเสริมการท่องเที่ยวตามยุทธศาสตร์ของชาติและจังหวัดฉะเชิงเทรา  คำสำคัญ:  การพัฒนา ทุนทางวัฒนธรรม  การท่องเที่ยว

Abstract

              The objectives of this research were to analyze and evaluate potentials of existing cultural capital as well as to determine the development guidelines on cultural capital for tourism and economically added value of Khlong Khuean District, Chachoengsao through SWOT analysis. The result revealed as follows: 1) Strengths: They could be classified into six aspects altogether: Religious places, archaeological site and antiquity, local wisdom, learning centers, and tourism attractions. 2) Weakness: Lack of public relation and people’s participation. 3) Opportunities: Bang Pakong River flows through Khlong Khuean District and there are many temples.  It facilitates to organize the river activities like Wai Phra Tang Maenam or waterborne procession in paying homage to the Buddha image. Moreover, Bank of Agriculture and Agricultural Co-operative and Rajabhat Rajanagarindra University supported many agrotourism activities, 4) Threat: The stream of globalization causes youth neglect arts and culture. The development guidelines of cultural capital for tourism could be conducted in various ways like the development of tourism routes to link with other tourism routes in sub-district, district and provincial levels; exhibitions for public relation on cultural capital; and outstanding local products of communities should be held at the market of the Shrine of Standing Ganesha Statue, Bang Talad Sub-district. The research team had compiled the booklet named “Knowledge on Cultural Capital” in three versions: Thai, English and Chinese.  The cultural exhibition was held at the Shrine of Standing Ganesha Statue to promote tourism in accordance with the national strategies and Chachoensao Province’s. Key words:  Development, Cultural capital, Tourism

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

Leave a Reply