วารสาร ปี 2561 ฉบับที่ 2

สารจากคณบดี
                   วารสารมนุษยสังคมปริทัศน์ฉบับนี้ มีความหลากหลายในเนื้อหา ทั้งเรื่องการพัฒนา การเรียนการสอน  การบริหารงานบุคคล  การท่องเที่ยว ศิลปะ และการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ  นับว่าเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนางานวิชาการ ที่สามารถนำผลการศึกษาไปพัฒนางาน   โดยการต่อยอดหรือเทียบเคียงกับหน่วยงาน เพื่อปรับปรุงงานได้เป็นอย่างดี

                การศึกษาค้นคว้าเพื่อการทำงานวิจัย จะมีทั้งทำเป็นรายบุคคลและทำงานเป็นทีม ซึ่งมิใช่ปัญหาสำคัญ เพราะทุกเรื่องต้องผ่านการศึกษา  ค้นคว้า และวิเคราะห์ อย่างเป็นระบบเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้อง  กว้างขวาง  ลึกซึ้ง และที่สำคัญคือ เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนางานอย่างไม่หยุดนิ่ง  และขอเชิญชวนทุกท่านส่งผลงานทางวิชาการ หรืองานวิจัยมาลงวารสารของคณะฯ เพื่อร่วมกันสร้างผลงานที่มีประโยชน์ต่อสังคม

บทบรรณาธิการ

              วารสารมนุษยสังคมปริทัศน์ ปีที่ 20 ฉบับที่ 2 (กรกฎาคม–ธันวาคม 2561) เป็นวารสาร กลุ่ม 2 จากการประเมินคุณภาพวารสารที่อยู่ในฐานข้อมูลศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสาร (TCI) โดยที่กองบรรณาธิการวารสารมนุษยสังคมปริทัศน์ได้ปรับปรุงคุณภาพวารสารอย่างต่อเนื่องทั้งด้านรูปแบบเนื้อหาและการบริหารจัดการผ่านระบบออนไลน์เพื่อให้วารสารนี้ เป็นแหล่งรวมงานวิชาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ที่มีคุณภาพ วารสารมนุษยสังคมปริทัศน์ฉบับนี้มีบทความ จำนวน 14 บทความ นำเสนอบทความ เกี่ยวกับภาษาในแง่ของการจัดการเรียนการสอนทั้งภาษาไทยภาษาจีนการจัดการเรียน การสอนในชั้นเรียนคณิตศาสตร์และนาฏศิลป์การบริหารงานในสถานศึกษาและหน่วยงาน ต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนการศึกษาพฤติกรรมการปรับตัวของมนุษย์การสื่อสาร การท่องเที่ยวและการสร้างสรรค์งานศิลปะในรูปแบบต่างๆขอขอบคุณผู้เขียนที่ได้นำเสนอ บทความออกมาอย่างมีคุณค่า มีประโยชน์ต่อการศึกษาค้นคว้าเป็นอย่างยิ่ง

สำหรับการติดตามอ่านวารสารผู้อ่านสามารถติดตามได้ทั้งจากวารสารที่จัดพิมพ์ และจากวารสารอิเล็กทรอนิกส์ในเว็บไซต์ของวาสารhttp://hs.pbru.ac.th/journal/ ขอเชิญชวนคณาจารย์นักวิจัยนักวิชาการและนักศึกษาเสนอผลงานเพื่อตีพิมพ์เผยแพร่ ในวารสาร “มนุษยสังคมปริทัศน์”โดยสามารถศึกษารายละเอียดต่างๆท้ายเล่มหรือจากเว็บไซต์ ของวารสาร

ขอขอบพระคุณผู้ทรงคุณวุฒิทุกท่านที่ได้ให้ข้อคิดเห็นและชี้ข้อที่ต้อง ปรับปรุงแก้ไขมายังกองบรรณาธิการ นับว่ามีคุณค่าอย่างยิ่งที่จะช่วยให้วารสารมีคุณภาพมากยิ่ง

                                                                                                                                                                                                                  

1. การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการเขียนสะกดคำ และทักษะทางสังคม ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT ร่วมกับแบบฝึก
เฉลิม เพิ่มนาม

บทคัดย่อ

              การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การเขียนสะกดคำของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การเขยีนสะกดคำที่ได้ร้บการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT ร่วมกับแบบฝีก 2) ศึกษาทักษะทางสังคมของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค TGTร่วมกับแบบฝึก 3) ศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อ การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT ร่วมกับแบบฝึก กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็น นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ของโรงเรียนวัดเขาวัง (แสง ช่วงสุวนิช) จำนวน 48 คน ที่ได้มาโดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การเขียนสะกดคำโดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT ร่วมกับแบบฝึก ได้ค่าดัชนี ความสอดคล้อง (IOC) เท่ากับ 1.00 2) แบบฝึกการเขียนสะกดคำได้ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) เท่ากับ 0.91 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการเขียนสะกดคำได้ค่าความเชื่อมั่น 0.85 4) แบบประเมนิทกัษะทางสงัคมไดค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) เท่ากับ 1 ครู กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โรงเรียนวัดเขาวัง(แสง ช่วงสุวนิช) ถนนเพชรเกษม ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี 70000 9Journal of Humanities and Social Sciences Review (JHSSR) Vol. 20 No.2 July - December 2018 0.91 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.96 5) แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT ร่วมกับแบบฝึกได้ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) เท่าระหว่าง 0.67-1.00 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ ค่าเฉลี่ย (Χ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) โดยการใชท้ดสอบคา่ที (t-test) แบบกลมุ่ตวัอยา่งไมเ่ปน็อสิระตอ่กนั และการวเิคราะหเ์นอื้หา ผลการวิจัยพบว่า 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการเขียนสะกดคำของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT ร่วมกับแบบฝึก หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. ทักษะทางสังคมของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบ ร่วมมือเทคนิค TGT ร่วมกับแบบฝึกอยู่ในระดับมาก 3. ความคิดเห็นของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบ ร่วมมือเทคนิค TGT ร่วมกับแบบฝึกอยู่ในระดับมาก

ควาสำคัญ: การเขยีนสะกดคำ การจดัการเรยีนรแู้บบรว่มมอืเทคนคิ TGT แบบฝึกทักษะทางสังคม

 Abstract

                The purposes of this research were to: 1) compare the achievement of learning words spelling writing of Prathomsueksa 3 students, before and after learning words spelling writing by using cooperative learning TGT technique and exercises, 2) study social skills of Prathomsueksa 3 students who participated in cooperative learning TGT technique and exercises, and 3) study the opinions of Prathomsueksa 3 students towards learning by using cooperative learning TGT technique and exercises. The samples of this research consisted of 48 students of Wat Khao Wang school (Sang Chuangsuwanit). The samples were selected by a simple random sampling. The research instruments were 1) lesson plans using cooperative learning TGT technique and exercises,
2) an achievement test, 3) a social skills assessment, and 4) a questionnaire asking students’ opinions towards learning by using cooperative learning TGT technique and words spelling writing exercises. The mean, standard deviation, dependent samples t-test and content analysis were employed to analyze the research data. The findings were as follows: 1. The Prathomsueksa 3 students’ learning achievement on words spelling writing after being taught by cooperative learning TGT technique and exercises was significantly higher than before being taught by cooperative learning TGT technique and exercises at the .05 level. 2. The Prathomsueksa 3 students’ social skills after being taught by cooperative learning TGT technique and exercises were at the high level. 3. The Prathomsueksa 3 students’ opinions towards the cooperative learning TGT technique and exercises were at the high level.

Keyword: Words spelling writing, Cooperative learning TGT technique, Exercises, Social skills

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

2. การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือในรายวิชาหลักสูตรภาษาจีนสำหรับครู สำหรับนักศึกษาวิชาเอกภาษาจีน คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
ธนัชพร นามวัฒน์ /คณิศร ธีรวิทย์ / ประกายตะวัน อัตถะพันธุ์

บทคัดย่อ

            การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาโดยวิธีการจัดการเรียนการสอนแบบร่วมมือในรายวิชาหลักสูตรภาษาจีนสำหรับครู และ 2) ศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อการจัดการเรียนการสอนแบบร่วมมือ กลุ่มตัวอย่างได้แก่  นักศึกษาหลักสูตรศึกษาศาสตร์บัณฑิต วิชาเอกภาษาจีน ที่ลงทะเบียนเรียนในรายวิชาหลักสูตรภาษาจีนสำหรับครู ภาคการศึกษาที่ 2 ปีการศึกษา 2560 จำนวน 15 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง ผลการวิจัยพบว่า 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาหลักสูตรภาษาจีนสำหรับครูของนักศึกษาจีน หลังจากการใช้วิธีการสอนแบบร่วมมือสูงกว่าก่อนการใช้วิธีการสอนแบบร่วมมือ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 2. ความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อการสอนโดยใช้วิธีการสอนแบบร่วมมืออยู่ในระดับมาก

คำสำคัญ: การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลักสูตรภาษาจีนสำหรับครู

Abstract

               The purpose of this research were to: 1) compare achievement in learning before and after using cooperative learning method in Chinese language curriculum for teacher course, and 2) study satisfaction of students towards learning by using cooperative learning method. The samples used in this research were specifically chosen. They were 15 students who enrolled the Chinese language curriculum for teacher course in the 2nd semester of academic year 2017. The research results revealed that: 1) students’ learning achievement after using cooperative learning method were significantly higher than before using the same kind of method at the 0.01 level, 2) the Chinese students’ satisfaction towards learning by using cooperative learning method was at the high level.

Keywords: Cooperative learning, Learning achievement, Chinese language curriculum for teacher course

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

3.  การเรียนรู้ตามสภาพจริงในชั้นเรียนคณิตศาสตร์
กฤษฎา วรพิน / ยุพิน ยืนยง

บทคัดย่อ

                  วิธีการสอนโดยใช้แนวทางของการจัดการเรียนรู้ตามสภาพจริง สามารถส่งเสริม การจัดการเรียนการสอนในรายวิชาคณิตศาสตร์ในศตวรรษที่ 21 ได้อย่างมีประสิทธิภาพเพราะนักเรียนจะถูกส่งเสริมให้แก้ปัญหาจากสถานการณ์ในชีวิตจริง และชีวิตประจำวันที่นักเรียนพบเห็นอยู่สม่ำเสมอ ซึ่งแนวทางในการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดการจัดการเรียนรู้ตามสภาพจริง เป็นการจัดกิจกรรมแก้ปัญหาท้าทายความสามารถทางวิชาการ โดยการที่ผู้สอนนำเนื้อหาสาระที่จะสอนนักเรียนมาเปลี่ยนรูปแบบให้อยู่ในรูปของปัญหา แล้วให้ผู้เรียนเผชิญปัญหา ได้ร่วมมือกันหาทางแก้ไขปัญหา แสวงหาความรู้ นำข้อมูลไปตัดสินใจ ลงมือกระทำและได้รับการประเมิน โดยหลักการของแนวคิด การเรียนรู้ตามสภาพจริงประกอบด้วย 5 หลักการที่สำคัญคือ 1) เรียนรู้จากปัญหาในชีวิตจริง 2) สร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ร่วมกัน 3) สะท้อนผลจากการรวบรวมข้อมูล 4) ประเมินผลตามความเป็นจริง และ 5) สร้างข้อสรุป และขยายความรู้ การเรียนรู้ตามสภาพจริง ส่งเสริม ให้นักเรียนมีการตัดสินใจ พิจารณา สังเกต แยกแยะข้อมูล เป็นผู้รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น สามารถจดจำรูปแบบที่เกี่ยวข้องในบริบทที่ไม่คุ้นเคย และเกิดการเรียนรู้เหตุการณ์ในบริบทที่แตกต่างกัน มีกระบวนการคิดที่ยืดหยุ่น สามารถบูรณาการชิ้นงานหรือสร้างแนวทางในการแก้ปัญหาจากสาขาต่าง ๆ ที่มีความเกี่ยวข้อง เพื่อค้นหาหรือสร้างวิธีการแบบใหม่ในการศึกษา และหาแนวทางในการแก้ปัญหา

คำสำคัญ: การเรียนรู้ตามสภาพจริง ชั้นเรียนคณิตศาสตร์

Abstract

                The pedagogical setting based on authentic learning can effectively enhance teaching in the 21 century. The students will be assisted in solving real life problems that they often see. Authentic learning an the activity setting related to the problem solving with academic challenge. While the teacher brings content into the problem setting and let the students solve the problems, cooperate to solve the proble, search for knowledge, analysize solve data to make decision, take action, and evaluate. There are 5 major principles of authentic learning; 1) learning from real life problems 2) building learning community 3) feedback from the data collection 4) authentic evaluation and making conclusion and expanding knowledge. Authentic learning supports the students to decide, examine, observe, analyze, be open-minded, remember the relevant pattern in unfamiliar context, and learn from new situation in different context. Authentic learning also help students to have flexible thinking that integrates work or sets pathway for solution from relevant fields in order to create new approach in learning and to find solution for the problem.

Keywords: Authentic learning, Mathematics classroom

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

4. การพัฒนาความสามารถด้านการอ่านอย่างมีวิจารณญาณของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ด้วยการจัดการเรียนรู้โดยวิธีสอนแบบ SQ5R    
อุษาวดี ชูกลิ่นหอม

บทคัดย่อ

             การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถด้านการอ่านอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยวิธีสอนแบบ SQ5R 2) ศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยวิธีสอนแบบ SQ5R กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในงานวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษา  ปีที่ 4/4 โรงเรียนพระปฐมวิทยาลัย ที่เรียนวิชาภาษาไทยพื้นฐานในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2560 จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวนนักเรียนทั้งสิ้น 34 คนซึ่งได้มาโดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้การอ่านอย่างมีวิจารณญาณโดยวิธีสอนแบบ SQ5R แบบทดสอบวัดความสามารถด้านการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ และแบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยวิธีสอนแบบ SQ5R สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการทดสอบค่าทีแบบไม่เป็นอิสระต่อกัน

ผลการวิจัยพบว่า
               1. ความสามารถด้านการอ่านอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 หลังการจัดการเรียนรู้โดยวิธีสอนแบบ SQ5R สูงกว่าก่อนการจัดการเรียนรู้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
               2. ความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยวิธีสอนแบบ SQ5R ในภาพรวมอยู่ในระดับเห็นด้วยมากที่สุด

 คำสำคัญ: การอ่านอย่างมีวิจารณญาณ วิธีสอนแบบ SQ5R

Abstract

             The purposes of this research were to: 1) compare critical reading ability of Matthayomsueksa 4 students before and after learning by using the SQ5R method, and 2) study the students’ opinions towards the SQ5R method. The samples of this research consisted of 34 students of Matthayomsueksa 4, Phrapathom Wittayalia School. The samples were selected by a simple random sampling. The instruments included critical reading learning plans by using the SQ5R method, critical reading ability test and students’ satisfaction questionnaire towards critical reading learning by using the SQ5R method. The data were analyzed by using mean, standard deviation, and t-test dependent.

The research results findings were as follows:

  1. The critical reading ability of Matthayomsueksa4 students after using the SQ5R method were significantly higher than before using the SQ5R method at 0.05 level of statistical significance.
  2. The students’ opinions towards the SQ5R method were at the highest

Keyword: Critical reading, SQ5R method

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

5. การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้สาระนาฏศิลป์เรื่องรำวงมาตรฐาน ตามแนวคิดการพัฒนาทักษะปฏิบัติของซิมพ์ซัน
วิไลวรรณ ไชยลังการ / ศิริวัฒน์ ขำาเกิด

บทคัดย่อ

                การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ 1) พัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้สาระนาฏศิลป์ เรื่อง รำวงมาตรฐาน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ตามแนวคิดการพัฒนาทักษะปฏิบัติของซิมพ์ซันให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) ศึกษาดัชนีประสิทธิผลของการพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้สาระนาฏศิลป์ เรื่องรำวงมาตรฐานของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ตามแนวคิดการพัฒนาทักษะปฏิบัติของซิมพ์ซัน 3) ประเมินทักษะการปฏิบัติของนักเรียนที่เรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้สาระนาฏศิลป์เรื่องรำวงมาตรฐานตามแนวคิดการพัฒนาทักษะปฏิบัติของซิมพ์ซัน 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อกิจกรรมการเรียนรู้สาระนาฏศิลป์ เรื่องรำวงมาตรฐาน ตามแนวคิดการพัฒนาทักษะปฏิบัติของซิมพ์ซัน ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนพัฒนาวิทยา จำนวน 32 คน ที่เรียนในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2561 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) ชุดการสอนวิชานาฏศิลป์ เรื่องรำวงมาตรฐาน 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3) แบบประเมินทักษะการปฏิบัติ ทางนาฏศิลป์ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดการสอน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard deviation)

ผลการวิจัยพบว่า

  1. ชุดกิจกรรมการเรียนรู้สาระนาฏศิลป์ เรื่องรำวงมาตรฐาน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ตามแนวคิดการพัฒนาทักษะปฏิบัติของซิมพ์ซัน มีประสิทธิภาพเท่ากับ84.68/85.75 สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ที่ตั้งไว้
  2. ดัชนีประสิทธิผลของการพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้สาระนาฏศิลป์ เรื่องรำวงมาตรฐานของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ตามแนวคิดการพัฒนาทักษะปฏิบัติของซิมพ์ซัน มีค่าเท่ากับ 0.6401 แสดงว่า หลังจากการใช้ชุดการสอน นักศึกษามีคะแนนเพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 64.01
  3. นักเรียนที่เรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้สาระนาฏศิลป์ เรื่องรำวงมาตรฐานตามแนวคิดการพัฒนาทักษะปฏิบัติของซิมพ์ซันมีทักษะในการปฏิบัติ โดยรวมและรายเพลง 5 เพลงสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานร้อยละ 80 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
  4. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีความพึงพอใจต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้สาระนาฏศิลป์เรื่องรำวงมาตรฐาน ตามแนวคิดการพัฒนาทักษะปฏิบัติของซิมพ์ซันโดยรวมอยู่ในระดับมาก

คำสำคัญ: ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ แนวคิดการพัฒนาทักษะปฏิบัติของซิมพ์ซัน

Abstract

                This research aimed to: 1) develope learning activity package for dancing arts on Ramwong Mattrathan for Prathomsueksa 5 Students based on Simpson’s psychomotor skill development approach on the 80/80 efficiency criterion, study the effectiveness index of the development of learning activities, 2) evaluate psychomotor skill of students after using learning activity package for dancing arts on Ramwong Mattrathan, 4) study the students’ satisfaction towards learning activity package. The population in this research was 32 Prathomsueksa 5 students in the first semester of academic year 2018. The research instruments were: 1) learning activity package for dancing arts on Ramwong Mattrathan based on Simpson’s psychomotor skill development approach, 2) a learning achievement test, 3) practice skill’s assessment test on dancing arts, and 4) satisfaction questionnaires towards learning activity package. The statistics used to analyze the data were frequency, percentage, mean, standard.

The research results were as follows:

  1. The efficiency of learning activity package for dancing arts on Ramwong Mattrathan based on Simpson’s psychomotor skill development approach was at 84.68 / 85.75, which met the criteria set at 80/80.
  2. The effectiveness index of learning with learning activity package for dancing arts on Ramwong Mattrathan based on Simpson’s psychomotor skill development approach was 0.6401, which showed that the students’ knowledge increased 64.01 percents.
  3. Students studied with learning activity package for dancing arts on Ramwong Mattrathan based on Simpson’s psychomotor skill development approach had the skills of performing dance, in overall and each song, higher than the 80 percent standard.
  4. The students’ satisfaction towards learning with learning activity package for dancing arts on Ramwong Mattrathan based on Simpson’s psychomotor skill development approach was at the high level.

Keywords: Learning activity package, Simpson’s psychomotor skill development approach

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

6. การบริหารการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อ การจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2
วรรณภา เอราวรรณ์ / กาญจนา บุญส่ง

บทคัดย่อ

                งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับการบริหารการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ระดับการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ของสถานศึกษา และ 3) การบริหารการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อระดับการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูผู้สอน จำนวน 285 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถาม มีลักษณะเป็นมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน

          ผลการวิจัยพบว่า

  1. การบริหารการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา พบว่า ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ทุกด้านอยู่ในระดับมาก ด้านที่มีค่าเฉลี่ยในลำดับแรก  ได้แก่ ขั้นการเปลี่ยนแปลง รองลงมาได้แก่ ขั้นการละลายพฤติกรรม และลำดับสุดท้าย ได้แก่ ขั้นคงสภาพพฤติกรรมใหม่
  2. การจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 พบว่า ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยอยู่ในลำดับแรก ได้แก่ ด้านความรู้ในวิชาหลักและเนื้อหาประเด็นที่สำคัญ รองลงมา ได้แก่ ด้านทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม ด้านทักษะสารสนเทศ สื่อและเทคโนโลยี และลำดับสุดท้าย ได้แก่ ด้านทักษะชีวิตและ การทำงาน
  3. การบริหารการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ของสถานศึกษาสังกัด สพป.พบ. 2 ได้แก่ ด้านคงสภาพพฤติกรรมใหม่ด้านการเปลี่ยนแปลง และด้านการละลายพฤติกรรม โดยมีประสิทธิภาพในการทำนาย ร้อยละ 53.40

คำสำคัญ: การบริหารการเปลี่ยนแปลง การจัดการเรียนรู้ ศตวรรษที่ 21

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

7. กลยุทธ์การขับเคลื่อนคุณภาพการจัดการศึกษาของโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2
นันทิชา เกิดอู่ม / กาญจนา บุญส่ง

บทคัดย่อ

               การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) สภาพการจัดการศึกษาโรงเรียนขนาดเล็กและ 2) กลยุทธ์การขับเคลื่อนคุณภาพการจัดการศึกษาของโรงเรียนขนาดเล็กสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรีเขต 2 ซึ่งประกอบด้วยกระบวนการวิจัย 2 ขั้นตอนได้แก่ ขั้นตอนที่ 1 การศึกษาสภาพการจัดการศึกษาโรงเรียนขนาดเล็ก ผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วย ผู้บริหาร จำนวน 73 คน และครู จำนวน 188 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ แบบสอบถาม และแบบสำรวจข้อมูลเชิงประจักษ์ การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์เชิงปริมาณ ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ขั้นตอนที่ 2 การศึกษากลยุทธ์การขับเคลื่อนคุณภาพ การจัดการศึกษาโรงเรียนขนาดเล็ก ผู้ให้ข้อมูลหลัก ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารโรงเรียน ขนาดเล็ก จำนวน 7 คน วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลใช้การสนทนากลุ่ม เครื่องที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ประเด็นการสนทนากลุ่ม การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า 1) สภาพของการจัดการศึกษาโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 พบว่า มี 4 ด้าน ได้แก่ 1.1) ด้านบริบท พบว่า โรงเรียนขนาดเล็กตั้งอยู่ในชุมชนที่ประชาชนประกอบอาชีพเกษตรกรรม โดยภาพรวมมีฐานะยากจน สภาพสังคมและวัฒนธรรมส่วนใหญ่เป็นสังคมชนบท โรงเรียนส่วนใหญ่มีเขตพื้นที่รับผิดชอบ 1 เขต จำนวนประชากรในวัยเรียนมีจำนวนลดลงอย่างต่อเนื่อง 1.2) ด้านปัจจัยนำเข้า พบว่า (1) โรงเรียนที่ขาดผู้บริหารมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง (2) ครูผู้สอนมีจำนวนลดลง (3) นักเรียน มีจำนวนลดลงอย่างต่อเนื่องเช่นกัน และ (4) ด้านงบประมาณและด้านวัสดุสิ่งของโดยภาพรวมมีจำนวนไม่เพียงพอ 1.3) ด้านกระบวนการ โดยภาพรวมส่วนใหญ่มีการใช้รูปแบบการเรียนการสอนผ่านดาวเทียมและรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ และ1.4) ด้านผลผลิต พบว่า ผลการทดสอบความสามารถพื้นฐานของผู้เรียนระดับชาติชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีผลการทดสอบด้านคำนวณ และด้านเหตุผลลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่วนผลการทดสอบด้านภาษา มีโรงเรียนที่มีผลคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 54.05 และผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐานชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีผลการทดสอบในรายวิชาสังคมศึกษาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และภาษาอังกฤษลดลง ส่วนรายวิชาภาษาไทยมีโรงเรียนที่มีผลคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้น คิดเป็นร้อยละ 36.11 และ 2) กลยุทธ์การขับเคลื่อนคุณภาพการจัดการศึกษาโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 พบว่า มี 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ 2.1) กลยุทธ์การพัฒนาบุคลากร 2.2) กลยุทธ์การพัฒนาการจัดการเรียนการสอน และ 2.3) กลยุทธ์การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

คำสำคัญ: กลยุทธ์การขับเคลื่อน คุณภาพการศึกษา โรงเรียนขนาดเล็ก

Abstract

                The objectives of this research were to study: 1) educational management of small schools, and 2) strategies for driving educational management quality of small schools under Phetchaburi Primary Educational Service Area Office 2. There were two steps in this study. Step 1, studying of educational management of small schools, the informants consisted of 73 administrators and 188 teachers.

The research tools were an interview form, a questionnaire, and an empirical data survey form. The qualitative data were analyzed by using content analysis and the quantitative data were analyzed by using frequency, percentage, mean, and standard deviation. Step 2, studying strategy for driving quality of educational management of small schools, the key informants were 7 small school administration experts. The focus group discussion was used for data collection and the tool for data collection was the issues for focus group discussion. The data were analyzed by using content analysis.

The research result were as follows:

  1. There were 4 aspects in educational management of small schools under Phetchaburi Primary Educational Service Area Office 2: 1) the context aspect, it was found that small schools located in the communities where people were poor farmers, that social and cultural condition was rural society, and each school was responsible for one area and the number of population in school ages were continuously decreasing, 2) the input aspect, the following conditions were found: (1) continuously increasing number of schools lacking administrators, (2) decreasing number of teachers, (3) decreasing number of students, and (4) insufficient budget and materials, 3) the process aspect, most schools applied the patterns of distance learning and teaching through satellites and integrated learning management, and 4) the output aspect, it was found that the national test results of students in Prathomsuksa 3 were continuously decreasing in calculation and reasoning ability, but there were 54.05% of schools with increasing language average score. And, the results of ordinary national educational (O-NET) of the students in Prathomsuksa 6 decreased in social studies, mathematics, science, and English, but there were 36.11% of schools with increasing Thai language average score.;
  2. In the study of strategies for driving quality of educational management of small schools under Phetchaburi Primary Educational Service Area Office 2,  it was found that there were 3 main strategies: 1) strategy for developing personnel, 2) strategy for improving learning and teaching management, and 3) strategy for improving learning achievement.

Keywords: Strategies for driving, Educational management quality, Small schools

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

8. ปัจจัยที่ส่งผลต่อความตั้งใจในการลาออกของพนักงาน ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ในจังหวัดนครปฐม
กัญญาภัค พิพัฒน์เอี่ยมทอง / วิโรจน์ เจษฎาลักษณ์

บทคัดย่อ

             การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความตั้งใจลาออกของพนักงานธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) จังหวัดนครปฐม การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยศึกษาจากประชากร ได้แก่ พนักงานธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) จังหวัดนครปฐม จำนวน 252 คน เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความถดถอยอย่างง่าย ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัย 1) ความไม่ชัดเจนในบทบาทหน้าที่ 2) ความขัดแย้งในบทบาทหน้าที่ 3) ความอ่อนล้าทางอารมณ์ 4) ความพึงพอใจในการทำงาน และ 5) การตั้งใจลาออก ทั้งห้าปัจจัยส่งผลกระทบต่อความตั้งใจลาออกจากงานของพนักงานธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) จังหวัดนครปฐม โดยปัจจัยด้านความพึงพอใจในการทำงานเป็นตัวพยากรณ์ที่สำคัญมากที่สุด ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า 1) ความไม่ชัดเจนในบทบาทหน้าที่ส่งผลทางบวกต่อความขัดแย้งในบทบาทหน้าที่ 2) ความไม่ชัดเจนในหน้าที่ส่งผลทางบวกต่อความอ่อนล้าทางอารมณ์ 3) ความขัดแย้งในบทบาทหน้าที่ส่งผลทางบวกต่อความอ่อนล้าทางอารมณ์ 4) ความอ่อนล้าทางอารมณ์ส่งผลทางลบต่อความพึงพอใจในการทำงาน และ 5) ความพึงพอใจในการทำงานส่งผลทางลบต่อความตั้งใจในการลาออกจากงาน

คำสำคัญ: ความไม่ชัดเจนในบทบาทหน้าที่ ความขัดแย้งในบทบาทหน้าที่ ความอ่อนล้าทางอารมณ์ ความพึงพอใจในการทำงาน ความตั้งใจลาออก

 Abstract

             This quantitative research mainly study on factors affecting turnover intention of Siam commercial bank’s employees. The sample group consisted of 252 Siam commercial bank’s employees in Nakhon Pathom. Data were collected through questionnaires and analyzed by percentage, standard deviation and simple regression. The initial findings indicated that five factors influencing the turnover intention of Siam commercial bank’s employees in Nakhon Pathom were role ambiguity, role conflict, emotional exhaustion, job satisfaction, and intention to leave. Job satisfaction was the most important predictor. The hypothesis analysis found that 1) role ambiguity had a positive influence on role conflict, 2) role ambiguity had a positive influence on emotional exhaustion, 3) role conflict had a positive influence on emotional exhaustion, 4) emotional exhaustion had a negative influence on job satisfaction, and 5) job satisfaction had a negative influence on intention to leave.

Keywords: Role ambiguity, Role conflict, Emotional exhausion,   Job satisfaction, Turnover intention

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

9. พฤติกรรมการปรับตัวของผู้ประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติ กรณีศึกษา: ผู้ประสบภัยอุทกภัยจากเหตุการณ์มหาอุทกภัย ปี 2554 ในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา และนครปฐม
อัครนัย ขวัญอยู่ /จุฬารัตน์ ผดุงชีวิต / ธนวุฒิ ศรีสวัสดิ์

บทคัดย่อ

            งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์มหาอุทกภัย 2554 2) ความคิดเห็นต่อการบริหารจัดการน้ำ 3) การปรับตัวของประชาชนที่ประสบเหตุการณ์มหาอุทกภัย 2554 และ 4) อิทธิพลของสถานการณ์ จิตลักษณะตามสถานการณ์ และพฤติกรรมการปรับตัวในอิทธิพลทางตรงและทางอ้อม ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นผู้ประสบภัยอุทกภัยจากเหตุการณ์มหาอุทกภัย ปี 2554 ในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา และนครปฐม จำนวน 11,649 คน สุ่มตัวอย่างโดยอาศัยวิธีการสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย (Simple random sampling) จากทั้งสามพื้นที่จังหวัด กำหนดขนาดตัวอย่างโดยใช้สูตร Taro Yamane ที่ระดับความคลาดเคลื่อน 5% ได้กลุ่มตัวอย่าง 450 คน สรุปผลการวิจัยได้ดังนี้

  1. กลุ่มตัวอย่างได้รับผลกระทบจากอุทกภัยใน 3 ด้าน ได้แก่ 1) ผลกระทบด้านร่างกายจากเหตุการณ์น้ำท่วม เช่น มีอาการการนอนไม่หลับ ป่วยเป็นโรคต่าง ๆ เช่น ตาแดง ไข้เลือดออก น้ำกัดเท้า ได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุที่เกิดจากน้ำท่วม เป็นต้น 2) ผลกระทบด้านจิตใจจากเหตุการณ์น้ำท่วม มีอาการเครียด กลัวและวิตกกังวลต่อน้ำท่วมที่จะเกิดในอนาคตในระดับที่ค่อนข้างสูง มีอาการรู้สึกเศร้าโศกเสียใจ และรู้สึกไม่มั่นคงปลอดภัยอยู่บ้างในระดับปานกลาง และ 3) ผลกระทบด้านความเป็นอยู่ เช่น บ้านเรือนเสียหายการเดินทางลำบาก ขาดรายได้จากการประกอบอาชีพ รายจ่ายเพิ่มขึ้น แสงสว่างไม่เพียงพอในตอนกลางคืนเครื่องอำนวยความสะดวกขาดแคลน น้ำเน่า และมีขยะมูลฝอยหรือสิ่งปฏิกูลในระดับที่ค่อนข้างสูงในทั้งสามจังหวัด
  1. กลุ่มตัวอย่างมีความคิดเห็นต่อการบริหารจัดการน้ำ ใน 2 ระดับ ดังต่อไปนี้ 1) ความคิดเห็นที่มีต่อความร่วมมือภายในชุมชนในการจัดการปัญหาน้ำท่วม พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีความเห็นว่า ชุมชนไม่มีความพร้อมในการรับมือกับน้ำท่วม กระสอบทรายสร้างปัญหาให้กับชุมชน และคันกั้นน้ำสร้างความขัดแย้งภายในชุมชนและกับชุมชนใกล้เคียงและ 2) ความคิดเห็นที่มีต่อความร่วมมือระหว่างชุมชนกับรัฐในการจัดการปัญหาน้ำท่วม พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีความเห็นว่าคนในชุมชนขาดศรัทธาในรัฐบาลต่อการจัดการน้ำ ชุมชนไม่มีโอกาสในการตัดสินใจในการจัดการน้ำท่วม และผู้มีอำนาจบริหารจัดการอย่างไม่เป็นธรรม
  2. การปรับตัวของประชาชนที่ประสบเหตุการณ์มหาอุทกภัย 2554 คณะผู้วิจัยได้จำแนกการปรับตัวออกเป็น 2 มิติ ได้แก่ 1) การปรับตัวภายใน ซึ่งพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ มีการปรับตัวในประเด็นเรื่องที่อยู่อาศัยในระดับที่สูงมาก รวมถึงการปรับปรุงระบบการเกษตรและสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยอยู่ในระดับมากเช่นกัน และ 2) การปรับตัวภายนอก ซึ่งพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีความรู้สึกภาคภูมิใจต่อชุมชนในการร่วมแก้ปัญหาน้ำท่วม และมีความไว้ใจหน่วยงานต่าง ๆ ที่เข้ามาให้ความช่วยเหลือ อยู่ในระดับมาก
  3. การปรับตัวของกลุ่มตัวอย่างในมิติด้านการปรับตัวภายใน หรือด้านจิตใจ มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยยะสำคัญทางสถิติกับตัวแปรการได้รับความช่วยเหลือในด้านต่าง ๆจากหน่วยงานภาครัฐ ผลกระทบทางด้านความเป็นอยู่ ความร่วมมือภายในชุมชน ความร่วมมือระหว่างชุมชนกับรัฐ และอารมณ์ทางบวกที่มีต่อรัฐ ในขณะที่การปรับตัวภายนอกหรือด้านกายภาพมีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับตัวแปรความร่วมมือภายในชุมชนและความร่วมมือระหว่างชุมชนกับรัฐในการจัดการปัญหาน้ำท่วม

คำสำคัญ: อุทกภัย การปรับตัว การบริหารจัดการน้ำ

Abstract

This research aims to study: 1) the impacts of the Great Flood in 2011;

  • viewpoints on the water management; 3) adaptation of the people affected by the Great Flood in 2011; and 4) the influence of the situation, mental characteristics according to the situation and adaptive behavior by direct and indirect influences. By the simple random sampling method, the samples in this study were victims from the flood disaster in 2011in Pathum Thani, Phra Nakhon Si Ayutthaya and Nakhon Pathom. The number of samples was defined by Taro Yamane’s sample size formula with 5% errors. There were 450 samples from 11,649 individuals. The results were as follows:
    1. The samples were affected by the flood in three aspects: firstly, it is the physical effects, such as insomnia, diseases, for example conjunctivitis, dengue, athlete’s foot, injuries from accidents in the flood, etc. Secondly, it is the psychological impact including stress, fear and anxiety about the future flood, which were at a relatively high level, as well as sorrow and instability, which were at a moderate level. Next, it is the impact on living conditions, for instance damaged houses, difficult journey, lack of occupational income, increased expenses, insufficient lighting at night, shortage of facilities, waste water, sewage and garbage, which were at a relatively high level in all three provinces.
    2. The samples had their viewpoints on the water management in two levels. Firstly, it is the opinions on community cooperation for the flood management. It was found that most of the samples had the opinion that the community was not ready to deal with the flood, sandbag created problems for the community and water barriers created conflicts within the community and with neighboring communities. Secondly, it was the opinions on cooperation between the community and the public sector on the flood management.  it was found that most of the samples had the opinion that people in the community lacked trust in the government on the water management. The community had no chance to decide on the flood management, and the authority managed this problem unfairly.
    3. About adaptation of the people affected by the Great Flood in 2011, the research team has classified the adaptation into two dimensions: internal and external adaptation. In terms of the internal adjustment, it was found that most of the samples adapted to the issue of housing at a very high level, including improvement in the agricultural system and the residential environment, which were also at a very high level. For the external adaptation, it was found that the samples had a pride of solving the flood problem of community and trust in the various agencies coming to help them, which were at a very high level as well.
    4. The adaptation of the samples in the matter of internal adaptive dimension or mental adaptation had statistically significant correlations with the variables of receiving assistance in various aspects from government agencies, impacts on the living, community collaboration, cooperation between the community and the public sector, and positive emotions towards the government. In the meanwhile, the external adaptation or physical aspect had statistically significant correlations with the variables of the community collaboration and community-and-government one for solving the flood management.

Keywords : Flood, Adaptation, Water management

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

10. รูปแบบการจัดการการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพระหว่างหน่วยงาน ภาครัฐและภาคประชาชนของจังหวัดเพชรบุรี
        โสภาพร กล่ำสกุล

บทคัดย่อ

                การวิจัยนี้วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการเปิดรับข่าวสารและเปรียบเทียบพฤติกรรมการเปิดรับข่าวสารของประชาชนในแต่ละอำเภอจังหวัดเพชรบุรี รวมถึงสร้างรูปแบบการจัดการการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคประชาชนของจังหวัดเพชรบุรี งานวิจัยนี้เป็นวิจัยเชิงปริมาณ เก็บข้อมูลจากประชาชนกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 400 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถาม การวิเคราะห์ข้อมูลโดยการแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน t-test, F-test สร้างรูปแบบการสื่อสารโดยนำผลการวิเคราะห์ทางสถิติมาสังเคราะห์ตามองค์ประกอบของการสื่อสาร

ผลการวิจัยพบว่า
               1. ประชาชนส่วนใหญ่เปิดรับข่าวสารจากสื่อโทรทัศน์เป็นจำนวนมากที่สุด รองลงมา ได้แก่ อินเทอร์เน็ต รายการที่รับชมมากที่สุด ได้แก่ ละครไทย โดยคาดหวังให้มีการรายงาน สถานการณ์ข่าวสารประจำวันที่ทันต่อเหตุการณ์ ทันกระแสสังคม
               2. อาชีพและรายได้เฉลี่ยต่อเดือนแตกต่างกัน มีพฤติกรรมการเปิดรับข่าวสารจากสื่อมวลชน / สื่อใหม่และสื่อเฉพาะกิจแตกต่างกัน รวมทั้งประชาชนที่อยู่อำเภอต่างกันจะมีพฤติกรรมการเปิดรับข่าวสารด้านสื่อมวลชน / สื่อใหม่ สื่อบุคคล และสื่อเฉพาะกิจที่แตกต่างกัน อย่างมีระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05
              3. รูปแบบการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคประชาชนของจังหวัดเพชรบุรีมีองค์ประกอบที่สำคัญ 4 ส่วน ได้แก่ ผู้ส่งสาร สาร สื่อ / ช่องทางการสื่อสารและผู้รับสาร

คำสำคัญ: พฤติกรรมการเปิดรับข่าวสาร การสื่อสาร จังหวัดเพชรบุรี

Abstract

                The purposes of this research were to study and compare media exposure behaviors of people in Phetchaburi towards government information and to create a communication management model. The samples were 400 Phetchaburi residents. Questionnaires were used to collect data. The data were analyzed by using percentage, mean, standard deviation, t-test, F-test, A communication model was created by synthesizing statistical analysis based on the elements of communication.

The results of the study were as follows:

  1. Most of the people received information from the television media, followed by the internet. The most watched shows were Thai dramas. They were expected that the TV channel would provide them the current information.
  2. The people in different career and average monthly income exposed to the mass media, new media, and specialized media differently. The people in different district exposed to the new media, personal media and specialized media differently with the statistical level of 0.05.
  3. The effective communication model between public sectors and the people of Phetchaburi has four main aspects: Source, Message, Channel, and Receiver.

Keywords: Media exposure, Communication, Phetchaburi province

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

11. วาดเส้น: บุกเบิกเรียนรู้ผ่านวิธีการปฏิบัติพหุคูณเพื่อสร้างอัตลักษณ์
ดำรง จรรัตน์ / สุชาติ เถาทอง

บทคัดย่อ

                การวิจัยบุกเบิกวาดเส้นผ่านวิธีการปฏิบัติพหุคูณมีการปฏิบัติทางศิลปะที่แปลกด้วยการลาก ขีด เขียน ซ้อนทับกลับไปมา สร้างองค์ความรู้ จากการวิเคราะห์ สังเคราะห์ผลงานวาดเส้นในแบบเฉพาะเพื่อสร้างอัตลักษณ์ ผู้วิจัยวาดเส้น จำนวน 1,000 ภาพ เลือกด้วยแบบการเลือกผลงานวาดเส้น 40 ภาพ ที่เป็นภาพเกี่ยวกับทิวทัศน์ คน และกึ่งนามธรรม เพื่อนำมาวิเคราะห์ สังเคราะห์ เทียบเคียงกับทฤษฎีการวิจารณ์ศิลปะคือ เลียนแบบนิยม อารมณ์นิยม รูปทรงนิยม และคุณค่าเฉพาะด้านการแสดงออก เทคนิควิธีการ และสุนทรียะผลการวิจัยพบว่า ผลงานวาดเส้นเพื่อสร้างอัตลักษณ์นั้นจัดอยู่ในทฤษฎีเลียนแบบนิยม     มากที่สุด ร้อยละ 65 รองลงมาคือทฤษฎีอารมณ์นิยมร้อยละ 25 และทฤษฎีรูปทรงนิยม   น้อยที่สุด ร้อยละ 10 คุณค่าเฉพาะด้านการแสดงออก สะท้อนอารมณ์ความรู้สึกตื่นเต้นเร้าใจมีชีวิตชีวา ด้านเทคนิควิธีการวาดเส้นจะใช้เส้นในลักษณะกล้าใช้เส้นแบบผสมผสานหลากหลายอย่างอิสระ มีพลัง ซ้อนทับกลับไปมาทุกเส้นบางส่วนใช้สีสันต่าง ๆ ทั้งสอดคล้องและขัดแย้ง นำไปสู่ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน สะท้อนสุนทรียะให้เห็นความงามของรูปทรง จังหวะลีลา มิติหลากหลายแปลกใหม่น่าสนใจด้วยคุณค่า และความหมาย
ผลการวิเคราะห์ความพึงพอใจในผลงานวาดเส้น 40 ภาพ จากกลุ่มเป้าหมาย 3 กลุ่มคือ นักวิชาการศิลปะ นิสิตศิลปะระดับปริญญาตรี และนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายด้วยแบบสอบถามความพึงพอใจ ผลปรากฏว่าผลงานวาดเส้น ระยะที่ 1 มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง ระยะที่ 2 มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก และระยะที่ 3 มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับ มากที่สุด แสดงให้เห็นว่า ผลงานวาดเส้นเพื่อสร้างอัตลักษณ์ได้มีการพัฒนาขึ้นตามลำดับ    ซึ่งได้รับความพึงพอใจในผลงานวาดเส้นระยะที่ 3 อยู่ในระดับมากที่สุด

 คำสำคัญ: วาดเส้น บุกเบิกเรียนรู้ การปฏิบัติพหุคูณ อัตลักษณ์

Abstract

             Pioneering learning through multiple practices research had a strange artistic practice. The work might be drawn over the back. This research had knowledge from analysis, synthesis of drawings in a specific way to create identity. Researcher created 1000 drawings and chose only 40 pictures, they were about landscape, human, and semi abstract drawing, to analyze and synthesize based on the theory of art criticism: imitationalism and specific values of expression, techniques, methods and aesthetics.
The research result revealed that the most of drawings which created identity were based on imitationalism theory 65 %, emotionalism theory 25%, and formalism theory 10 %. Specific values of expression reflected the emotions of excitement and lively. About the drawing techniques, the researcher drew by freely using a variety of mixed lines with strength and overlap. Some parts used different colors, both consistent and contradictory, but led to unity. They gave an expression of aesthetics: beauty of shapes, rhythm, verieties of dimensions which were exotic and interesting with value and meaning.
Satisfaction on 40 drawings was analyzed from 3 target groups: art scholars, undergraduate art students, and high school students with the satisfaction questionnaires. It was found that the first phase of drawing had an average level, the second phase of drawing had a high level, and the third phase of drawing had a highest level. That meant the work of drawing to create identity had been developed respectively and drawing in phase 3 was the most satisfied.

Keywords: Drawing, Pioneering learning, Multiple practices, Identity

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

12. จิตรกรรมและประติมากรรมร่วมสมัยเชิงสร้างสรรค์สู่ชุมชนอาเซียน: ความเหมือนและความแตกต่างระหว่างไทยกับมาเลเซีย
สรไกร เรืองรุ่ง /สุธิดา บุตรแขก / พูลสวัสดิ์ มุมบ้านเซ่า /  ศิริเพ็ญ ภู่มหภิญโญ / ภัทรภร ฐิติชาญชัยกุลา

บทคัดย่อ

             การศึกษาวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรมและประติมากรรมร่วมสมัย โดยศึกษาวิเคราะห์ลักษณะผลงานและแนวทาง รวมถึงรูปแบบในการสร้างสรรค์ผลงานของศิลปินมาเลเซียและศิลปินไทยเพื่อเปรียบเทียบ ความเหมือน และความแตกต่างรวมถึงศึกษาแนวคิด เทคนิควิธีการ โดยมีเรื่องราวเกี่ยวกับวิถีชีวิตชุมชนชาวประมงของจังหวัดเพชรบุรี และรัฐปีนัง ประเทศมาเลเซีย จากการศึกษา รวบรวม วิเคราะห์ สังเคราะห์ ข้อมูลเกี่ยวกับวิถีชีวิตชุมชนชาวประมง และรูปแบบศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นของจังหวัดเพชรบุรีและรัฐปีนัง ประเทศมาเลเซีย ทำให้คณะผู้วิจัยเกิดความรู้และความเข้าใจถึงการดำรงชีวิตของประชากรทั้ง 2 พื้นที่ที่มีทั้งความคล้ายคลึงและความแตกต่างกัน รวมถึงรูปแบบและลักษณะ แนวทางในการสร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรมและประติมากรรมร่วมสมัยของไทยและมาเลเซียพบว่า ศิลปะร่วมสมัยของไทยและมาเลเซียมีการพัฒนาไปในทิศทางเดียวกัน ดังนั้นคณะผู้วิจัยจึงนำข้อมูลมาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะร่วมสมัย ที่สามารถแสดงความสอดคล้องกันทั้งเนื้อหาเรื่องราวรูปแบบการสร้างสรรค์ผลงานให้มีเอกภาพ
คณะผู้วิจัยได้สร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรม จำนวน 10 ชิ้น ประติมากรรม จำนวน 10 ชิ้น และงานคอมพิวเตอร์อาร์ต จำนวน 4 ชิ้น โดยได้วิเคราะห์โครงสร้างของผลงานหรือส่วนประกอบของผลงานที่ประกอบกันเป็นผลงานที่มีความสมบูรณ์อย่างมีเอกภาพ ได้แก่ รูปแบบและการจัดองค์ประกอบของผลงาน ที่ประกอบด้วย ความสมดุล ความกลมกลืน ความแตกต่าง และจุดสนใจ โดยใช้เทคนิคหลากหลาย ประกอบด้วย ผลงานประติมากรรมจากเทคนิคการเชื่อมน็อตและเทคนิคการหล่อเรซิ่น ผลงานจิตรกรรมเทคนิคสีน้ำมันบนผ้าใบ และเทคนิคคอมพิวเตอร์อาร์ต

คำสำคัญ: จิตรกรรมร่วมสมัย ประติมากรรมร่วมสมัย คอมพิวเตอร์อาร์ต ชุมชนอาเซียน

 Abstract

            This research project was the contemporary painting and sculpture creation through the use of research result that associated with the study of Thai and Malaysian artists’ styles and forms of art making and its relationship to art making processes in terms of similarities and differences included concept, techniques, and cultural issues investigation related to “fishery”, local way of life and art and culture of both “Phetchaburi” province of Thailand, and Penung state of Malaysia. Through the study and data analysis, the connection between both local ways of life was found that there were similarity and dissimilarity in terms of cultural relativities such as way of life of Phetchaburi province and Penang state and the processes of art making of Thai and Malaysian artists, especially contemporary painting and sculpture was developed within  the same designed direction. Therefore, this highlighted information as research result would be the inspiration used to create the contemporary art that represented harmony and unity of artwork in terms of concept, technique, and form or style.
The researchers has created 10 paintings, 10 sculptures and 4 computer arts by analyzed the structure of the work or the components of the works that were composed of works of complete unity, form and composition of work. The work consisted of balance, harmony, difference and point of interest, using a variety of techniques, including welding bolts, resin casting, oil painting on canvas, and computer art.

Keywords: Contemporary painting, Contemporary sculpture, Computer art, Asean community

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

13. การสร้างสรรค์ผลงานศิลปะเพื่อนำเสนอบทบาทของสตรีที่มีความสำคัญ ในฐานะผู้นำครอบครัว
พุฒิวงศ์ กันยะกาญจน์

บทคัดย่อ

               ผลงานสร้างสรรค์เรื่อง “การสร้างสรรค์ผลงานศิลปะเพื่อนำเสนอบทบาทของสตรีที่มีความสำคัญในฐานะผู้นำครอบครัว” วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมความเป็นผู้นำของสตรีจากบุคคลในประวัติศาสตร์และหัวหน้าครอบครัวในปัจจุบัน ค้นหาสาเหตุซึ่งเป็นแรงผลักดันให้สตรีก้าวขึ้นมารับบทบาทสำคัญนี้โดยการนำมาจากแหล่งอ้างอิงต่าง ๆ เช่น ข้อมูลเอกสารและข้อมูลภาคสนามที่ข้าพเจ้าเก็บข้อมูลจากบุคคลที่มีบทบาทเป็นผู้นำจำนวนสองท่านซึ่งรับผิดชอบสมาชิกในครอบครัวทุกคนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ได้แก่ คุณป้าเอมอร ใจแก้ว และคุณป้าสุวรรณา ทองชุม นำมาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานชุดนี้ โดยอาศัยรูปแบบจากผลงานการ์ตูนอเมริกันในช่วงทศวรรษ 1970 ที่นำเสนอเรื่องราวของผู้ที่มีความสามารถพิเศษ นำมากำหนดเรื่องราวด้วยเทคนิคการวาดเส้น เพื่อสร้างสรรค์ผลงานศิลปะเกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่อย่างมีคุณภาพของความเป็นครอบครัว จนสามารถจัดการปัญหายาก ๆ ให้ลุล่วงไปได้ ผลงานชุดนี้มีจำนวนทั้งสิ้น 4 ชิ้น ประกอบด้วย ภาพร่าง 2 ภาพ และผลงานจริง 1 ภาพ ด้วยเจตนาที่จะเชิดชูและให้กำลังใจให้กับสตรี ให้มีความเป็นผู้นำและเชิดชูหัวหน้าครอบครัวที่เป็นสตรี เปรียบได้ดั่ง “ซุปเปอร์ฮีโร่หญิง” ในสังคมปัจจุบัน

คำสำคัญ: ซุปเปอร์ฮีโร่หญิง การสร้างสรรค์ ผลงานศิลปะ

Abstract

            The research of “The Creation of Art to Present the Important Roles of Ladies as Family Leaders” aims to study about behaviors relating to family female leaders from important people in history and family members, and to investigate the motivation reinforcing these women to play this important roles of families. Data is mainly collected from literature reviews and fieldwork investigation; especially 2 women, a family leaders taking care of family’s liveli-hood quality and dedicating selves to care for family’s responsibility, includes aunt Aim-on Jaikaew and aunt Suwanna Thongchum who are the inspiration of this artwork. The design of the artwork is influenced by the 70s American cartoon characters which is illustrating gifted people who have superhuman abilities. The story is determined to be illustrated by using drawing technique for creating the artwork concerning with livelihood quality of a family and overcoming difficulties. The study includes 4 sets of artwork conducted by the intention of encouraging leadership in women and honoring female family leaders as female “superhero” in this society

Keywords: Superhero, Creation, Art

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

14.  การจัดการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์บนฐานความยั่งยืน
สุปรียา สืบสุนทร / นิสากร คุณวงศ์

บทคัดย่อ

              บทความวิชาการนี้เป็นการนำเสนอแนวคิดเรื่องการจัดการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์บนฐานความยั่งยืน ซึ่งปัจจุบันการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ถือเป็นการท่องเที่ยวที่หลายประเทศทั่วโลกให้การยอมรับและกำหนดให้เป็นแนวทางในการจัดการท่องเที่ยวเพื่อให้สอดรับกับแนวความคิดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนอันเป็นกระบวนทัศน์ใหม่ทางการท่องเที่ยวที่เน้นให้แหล่งท่องเที่ยวหรือเจ้าของวัฒนธรรม เกิดการจัดการอย่างเหมาะสมเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้เรียนรู้และเข้าใจแหล่งท่องเที่ยวผ่านประสบการณ์การมีส่วนร่วมอันจะทำให้เกิดความประทับใจแก่นักท่องเที่ยว ดังนั้น จะเห็นได้ว่าการจัดการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์บนฐานความยั่งยืนนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการบริหารจัดการที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพสอดคล้องกับบริบทของแหล่งท่องเที่ยวหรือเจ้าของวัฒนธรรม อีกทั้งยังต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนซึ่งจะช่วยนำพาการจัดการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ไปสู่ความยั่งยืนได้ในที่สุด

คำสำคัญ: การจัดการแหล่งท่องเที่ยว การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

Abstract

           This academic article presents the concepts of sustainable creative tourism management. Creative tourism is considered a genre of sustainable tourism spotlighting more proper management and operation by the host communities which possess touristic or cultural attractions while the tourists are able to understand participatory creative experiences. It is significant that creative tourism is to be managed appropriately and effectively according to the context of the tourists and host communities. Furthermore, it also requires cooperation from various sectors to promote creative tourism management as a tool to achieve the sustainability development goals.

Keywords: Tourism management, Creative tourism, Sustainable tourism

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

Leave a Reply