วารสาร ปี 2562 ฉบับที่ 2



บทบรรณาธิกา

  วารสารมนุษยสังคมปริทัศน์ฉบับนี้ เป็นวารสารที่ออกเป็นปีที่ 21 ฉบับที่ 2 (กรกฎาคม-ธันวาคม 2562) นับจากปีที่เริ่มผลิตวารสารรวมเวลาได้ 21ปี วารสารได้รับการพัฒนามาเป็นลำดับ วารสารมนุษยสังคมปริทัศน์ยังคงให้ความสำคัญเกี่ยวกับคุณภาพและมาตรฐานในการจัดทำวารสาร เพื่อก้าวไปสู่การพัฒนาวารสารให้เป็นที่ยอมรับมากขึ้นทั้งในระดับชาติและนานาชาติ  ทุกบทความวิชาการต้องผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ อย่างน้อย 2 คน โดยภาพรวมบทความวิชาการในฉบับนี้ เป็นผลงานของนักวิชาการ นักศึกษา อาจารย์ทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัยทางด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์

กองบรรณาธิการผลิตวารสารนี้โดยยึดจริยธรรมของการตีพิมพ์ (Publication Ethics) หากผู้เขียนต้องนำบางส่วนจากงานของผู้อื่นมาเขียนในงานของตน ต้องมีการอ้างอิงที่ถูกต้องและงานที่ส่งมาต้องไม่เคยตีพิมพ์หรือเผยแพร่มาก่อน ส่วนผู้ทรงคุณวุฒิต้องประเมินคุณภาพบทความภายใต้หลักการและเหตุผลทางวิชาการอย่างสร้างสรรค์ โดยปราศจากอคติ และส่งผลประเมินตามระยะเวลาที่กองบรรณาธิการกำหนด ในขณะเดียวกันบรรณาธิการจะต้องตรวจสอบคุณภาพของบทความทุกเรื่อง โดยคำนึงถึงคุณภาพของบทความเป็นหลัก เพื่อให้การเผยแพร่เกิดประโยชน์กับสาธารณชนอย่างแท้จริง

กองบรรณาธิการหวังเป็นอย่างยิ่งว่าวารสารฯ ฉบับนี้ จะเป็นประโยชน์ในการเป็นสื่อกลางแลกเปลี่ยนความรู้ความคิดเห็นทางวิชาการและการศึกษาค้นคว้า ขอขอบคุณทุกฝ่ายที่ให้การสนับสนุนด้วยดีตลอดมา

   ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อัญชนา พานิช
บรรณาธิการ

Full Paper (ฉบับเต็ม)

1. การพัฒนาทักษะการพูดภาษาจีนโดยการจัดการเรียนรู้แบบ 4 MAT กรณีศึกษากลุ่มผู้เรียนที่เรียนวิชาภาษาจีน โรงเรียนหัวหินวิทยาคม
กรกมล ธนะโรจน์รุ่งเรือง / ฐณัฐา ลาภเลิศ / ประภา จอรถ

บทคัดย่อ

การวิจัยในครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายการวิจัยเพื่อ 1) พัฒนาทักษะการพูดภาษาจีนของผู้เรียนที่เรียนรายวิชาภาษาจีน โรงเรียนหัวหินวิทยาคม โดยใช้รูปแบบ 4MAT โดยนักเรียนไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 มีคะแนนทักษะการพูดภาษาจีนเฉลี่ยร้อยละ 702) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ของทักษะการพูดของผู้เรียนที่เรียนรายวิชาภาษาจีน โรงเรียนหัวหินวิทยาคม ก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้แบบ 4MAT3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่ได้รับการพัฒนาทักษะจากรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ 4MAT โดยกลุ่มเป้าหมายในการวิจัยครั้งนี้ คือ ผู้เรียนที่เรียนวิชาภาษาจีนโรงเรียนหัวหินวิทยาคม จำนวน 35 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง ดำเนินการวิจัยในช่วงในช่วง 12 พฤศจิกายน 2561 ถึง 4 มกราคม 2562 จำนวน 7 สัปดาห์ รวม 14 ชั่วโมง ใน 1 หน่วยการเรียนรู้ คือ “喜欢不喜欢” (ชอบหรือไม่ชอบ) รวม 5 แผนทำการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้ สถิติพื้นฐาน สถิติทดสอบที และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา
ผลการวิจัยพบว่า

  1. นักเรียนจำนวน 35 คน มีคะแนนทักษะการพูดภาษาจีนเฉลี่ยสูงกว่าร้อยละ 70 จำนวน 32 คน โดยมีคะแนนเฉลี่ย 14.69 คิดเป็นร้อยละ 91.42 ซึ่งสามารถผ่านเกณฑ์มากกว่าร้อยละ 70 ที่กำหนดไว้
  2. ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการพูดภาษาจีนของนักเรียน ก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้แบบ 4MATพบว่าแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01
  3. ผลการประเมินความพึงพอใจของนักเรียนหลังการจัดการเรียนรู้แบบ 4 MAT พบว่า ด้านที่มีความพึงพอใจมาก ได้แก่ ด้านกิจกรรมการเรียนการสอน (มีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 4.01) รองลงมาได้แก่ ด้านผู้สอน (มีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 3.85) และด้านการวัดและประเมินผล (มีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 3.75) ด้านที่มีความพึงพอใจน้อยที่สุด ได้แก่ด้านเนื้อหา (มีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 3.14) ตามลำดับ

คำสำคัญ: วัฏจักรการเรียนรู้ 4MAT การพูดภาษาจีน โรงเรียนหัวหินวิทยาคม

 Abstract

The purposes of the research were: 1) to develop Chinese speaking skills with 70% of students got 70% in Chinese speaking skills,2) to compare scores of Chinese speaking skills before and after using 4 MAT learning management of students, 3)to study the satisfaction of students who have been developed skills from the 4MAT learning management model. Research sample was 35 students who studied Chinese speaking at Hua-Hin Witthayakhom by using purposive sampling. This research conducted 7 weeks, 14 hours from 12 November 2018 to 4 January 2019. The learning unit that was “喜欢不喜欢” (Like or Dislike)”which consisted of 5 lesson plans. Basic statistics, t-test statistics, and qualitative data analysis were used to analyze the content.
The result of research showed that:
1. The students had an average score of more than 70 percent of Chinese speaking skills at 14.69, 91.42 percent, which can pass more than 70 percent of the specified criteria.
2. The result of satisfaction assessment of Grade 11 students, class 2 after learning by using 4 MAT which analyzed content in each aspect found that the most satisfying aspect was the teaching and learning activities ( =4.01) followed by the instructor ( = 3.85) and measurement and evaluation ( =3.75), the last is the content ( = 3.14) respectively
3. The result of comparison the achievement of Chinese speaking skills before and after using the 4MAT learning management of grade 11 students, class 2 of 35 students found that the average scores of Chinese speaking achievement after the 4MAT learning management was at 14.69 out of 20 points, the standard deviation was at 4.52. Chinese speaking skills achievement differences were statistically significant at the 0.01 level, indicating that the students who received 4MAT learning had a higher level of achievement in Chinese speaking skills after studying at the 0.01 level of significance.

Keyword:4MAT learning management cycle, Chinese speaking, Hua-Hin Witthayakom School


2. ความสามารถในการอ่านและการเขียนภาษาอังกฤษที่ได้รับ การจัดการเรียนการสอนโดยใช้กลวิธีการเรียนรู้ภาษาสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนกิตติคุณ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
นันธิญา สระศรี / สริตา บัวเขียว

บทคัดย่อ

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษ 2) เปรียบเทียบความสามารถในการเขียนภาษาอังกฤษ และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หลังได้รับการจัดการเรียนการสอนโดยใช้กลวิธีการเรียนรู้ภาษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือ นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนกิตติคุณ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2562 จำนวน 40 คน โดยใช้วิธีการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 8 แผน แบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่านและการเขียนภาษาอังกฤษ และแบบสอบถามวัดความพึงพอใจของนักเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ การทดสอบที
ผลการวิจัยพบว่า 1) ความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ก่อนเรียนและหลังเรียน มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 2) ความสามารถในการเขียนภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ก่อนเรียนและหลังเรียน มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และ 3) ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หลังได้รับการจัดการเรียนการสอนโดยใช้กลวิธีการเรียนรู้ภาษา โดยรวมอยู่ระดับมาก

คำสำคัญ: การอ่านและการเขียนภาษาอังกฤษ กลวิธีการเรียนรู้ภาษา

 Abstract

The objectives of this research were to: 1) compare the reading ability on English language; 2) compare the writing ability on English language; and 3) examine satisfaction of Prathomsuksa 5 students after learning through teaching and learning process using Language Learning Strategies. The research samples were 40 Prathomsuksa 5 students in the first semester of academic year 2019 at Kittikhun School, Prachuap Khiri Khan Province, selected by using simple random sampling method. The research instruments were 8 lesson plans, English reading ability test, English writing ability test, and a questionnaire for measuring students’ satisfaction. The data were analyzed by computing percentage, mean, standard deviation and t-test.
The results of the research showed that:1)English reading ability of Prathomsueksa 5 students existing before and after studying was different with statistical significance at the 0.05 level; 2)English writing ability of Prathomsueksa 5 students existing before and after studying was different with statistical significance at the 0.05 level;and3) Prathomsueksa 5 students’ satisfaction after the teaching and learning process using Language Learning Strategies was overall at a high level.

Keywords: Reading and writing English language, Language Learning Strategies


3.คุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมของชุมชนใน การจัดการศึกษาต่อเนื่อง สังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดปราจีนบุรี
ทิศากร กลิ่นบุบผา / พจนีย์ มั่งคั่ง / จรัสศรี หัวใจ

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ระดับคุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ระดับการมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการศึกษาต่อเนื่อง และ 3) คุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการศึกษาต่อเนื่อง สังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดปราจีนบุรี กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้อำนวยการ กศน.อำเภอ จำนวน 7 คน และคณะกรรมการ กศน.ตำบล จำนวน 277 คน รวมทั้งสิ้นจำนวน 284 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มตัวอย่าง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.869 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอนผลการวิจัย พบว่า 1) คุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษามีค่าเฉลี่ยโดยรวมอยู่ในระดับมาก 2) การมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการศึกษาต่อเนื่องโดยรวมอยู่ในระดับมาก และ 3) คุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการศึกษาต่อเนื่อง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ประกอบด้วย ด้านความเป็นผู้นำ ด้านวิสัยทัศน์ ด้านคุณธรรม จริยธรรม และด้านความฉลาดทางอารมณ์ ร่วมกันพยากรณ์ได้ร้อยละ 84.20 เขียนเป็นสมการพยากรณ์ในรูปแบบมาตรฐาน ดังนี้ Z´y= .399X1 + .304X3 + .159X5 + .123X2

คำสำคัญ: คุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษา การมีส่วนร่วมของชุมชน การศึกษาต่อเนื่อง

 Abstract

The purposes of the research were to study 1) the level of characteristics of school administrators; 2) the level of participation of communities in continuing education management; and 3) the characteristics of school administrators affecting participation of communities in continuing education management. The samples consisted of 7 directors of district non-formal and informal education, and 277 committee of sub-district non-formal and informal education. The instrument used for data collection was a questionnaire with the reliability at .869. The statistics used for data analysis were percentage, average, standard deviation, and step-wise multiple regression analysis. The results of the study were as follows: 1) the level of characteristics of school administrators as whole was at a high level.; 2) the level of participation of communities in continuing education management as whole was at a high level; and 3) the characteristics of school administrators affecting participation of communities in continuing education management were leadership, vision, moral and ethics, and emotional intelligence with the statistical significance of 0.05. It could concurrently predict participation of communities in continuing education management under office of the non-formal and informal education, Prachin Buri province at 84.20% and could be written in form standard scores as Z´y = .399X1 + .304X3 + .159X5 + .123X2

Keywords: Characteristics of school administrators, Participation of communities, Continuing education


4.ความต้องการพัฒนาความก้าวหน้าในอาชีพของบุคลากรสายวิชาการ: กรณีศึกษาคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยของรัฐแห่งหนึ่งในภาคใต้
เขมณัฏฐ์ มาศวิวัฒน์ / สมลักษณ์ นราวัฒนะ / นิสาชล สันหมาน

บทคัดย่อ

งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ความต้องการพัฒนาศักยภาพที่เกี่ยวข้องกับงานที่รับผิดชอบของบุคลากรสายวิชาการ และ 2) ความต้องการพัฒนาเข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการของบุคลากรสายวิชาการ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ บุคลากรสายวิชาการคณะศิลปศาสตร์ จำนวน 56 คน ใช้วิธีการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามและการสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติเชิงพรรณา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่าบุคลากรสายวิชาการ มีความต้องการพัฒนางานสอนอยู่ในระดับมาก ได้แก่ 1) การจัดกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นการมีส่วนร่วมของผู้เรียนหรือกิจกรรมเชิงรุก 2) เทคนิคการสอนรูปแบบใหม่ในศตวรรษที่ 21 และ 3) การใช้เทคโนโลยีและทรัพยากรการเรียนรู้ในการสอน ตามลำดับ สำหรับความต้องการพัฒนาศักยภาพด้านอื่นที่เกี่ยวข้องกับการสอนพบว่าอยู่ในระดับมากเช่นกัน ได้แก่ 1) การพัฒนาทักษะการใช้คอมพิวเตอร์และแอปพลิเคชันต่างๆ ที่เอื้อต่อการจัดการเรียนการสอน 2) การสร้าง แรงจูงใจสู่ความสำเร็จในการปฏิบัติงานของตน และ 3) การใช้โปรแกรม Excel เพื่อประมวลผลการเรียน ตามลำดับ ส่วนความต้องการพัฒนาเข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการของบุคลากรสายวิชาการ พบว่าโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า ความต้องการอบรมที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ 1) การผลิตตำราหรือหนังสือ 2) การเขียน ก.พ.อ.03 และ 3) หลักเกณฑ์การเข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการ สำหรับความต้องการพัฒนาในเรื่องการทำวิจัยเพื่อนำผลงานไปประกอบการเข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดเป็น 3 อันดับแรก คือ 1) การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ 2) การเขียนบทความวิจัย และ 3) ระเบียบวิธีวิจัย อย่างไรก็ตามควรแยกจัดอบรมเฉพาะศาสตร์ วิทยากรควรเป็นผู้เชี่ยวชาญในศาสตร์ที่ตรงกับความต้องการของผู้เข้าอบรม

คำสำคัญ: บุคลากรสายวิชาการ มหาวิทยาลัยของรัฐ ความต้องการพัฒนาศักยภาพที่เกี่ยวข้องการสอน ความต้องการพัฒนาเข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการ

 Abstract

The objectives of this research were to investigate academic staff’s needs for 1) professional development and 2) academic position attainment. The samples used in this research were 56 academic staffs of Faculty of Liberal Arts. The research instruments were questionnaire and indepth interview. The data were analyzed by using descriptive analysis which included percentage, mean, and standard deviation. The results showed that academic personnel’s needs for teaching development were at a high level: 1) learning process management focusing on active learning; 2) teaching strategies in the 21st century; and 3) using technology and learning resources in teaching, respectively. The other needs for teaching development were also found at a high level: 1) developing computer skills and skills in using teaching-related applications; 2) generating motivation for success in working; and 3) using MS Excel for grading respectively. In addition, the study showed that needs for academic position attainment as a whole were also at a high level: 1) writing academic textbooks or books; 2) completing Ko Pho Or 03 application form (academic position attainment application form); and 3) fulfilling the criteria for academic position attainment, respectively. The needs for training in research as part of academic position attainment included 1) qualitative data analysis, 2) writing research articles, and 3) research methodology, respectively. However, the training should be separated based on related academic fields and be conducted by experts of the fields.

Keywords: Academic staff, Public University, Needs for career development, Needs for academic position attainment


5.ฮูปแต้มอีสาน: การวิเคราะห์รูปและความหมายจากภูมิปัญญาท้องถิ่น สู่การตกแต่งพื้นที่ฝาผนังสิมร่วมสมัยอีสาน
มนัส จอมปรุ / สุชาติ เถาทอง

บทคัดย่อ

การวิจัยเรื่องฮูปแต้มอีสาน: การวิเคราะห์รูปและความหมายจากภูมิปัญญาท้องถิ่น สู่การตกแต่งพื้นที่ฝาผนังสิมร่วมสมัยอีสาน ศึกษาวิเคราะห์ตีความงานฮูปแต้มสิมพื้นบ้านอีสาน กรณีศึกษาจากตัวแทนในเขตอีสานกลาง ที่เขียนโดยช่างพื้นบ้านก่อน พ.ศ. 2500    โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาถึงพัฒนาการ แนวคิด วิธีการถ่ายทอดรูปแบบเพื่อสื่อความหมายจากภูมิปัญญาท้องถิ่น และรูปแบบสิมอีสาน เพื่อหาดุลยภาพระหว่างฮูปแต้มกับพื้นที่ฝาผนังสิมอีสาน ให้ได้ซึ่งหลักเกณฑ์ที่สามารถใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานเพื่อนำไปต่อยอดในการบูรณาการสร้างสรรค์ผลงาน “รูปสันนิษฐานทางศิลปะ”  
จากการศึกษางานฮูปแต้มจากองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องต่อการสร้างสรรค์แยกเป็นประเด็น ดังนี้ 1) ด้านการจัดองค์ประกอบโครงสร้างภาพ พบว่า สิมพื้นบ้านอีสานที่ปรากฏงานฮูปแต้มอีสานมีรูปแบบที่เรียบง่ายบนพื้นที่ฝาผนังสิมที่มีขนาดกะทัดรัดเน้นประโยชน์การใช้งาน 2) ด้านการใช้รูปแบบ สี และกลวิธี ฮูปแต้มอีสานได้รับอิทธิพลของหลักคติของ      การเขียนแบบไทยประเพณี 3) ด้านเนื้อหาเรื่องราว สามารถแบ่งได้เป็น 3 หมวด คือเรื่องราวที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา วรรณกรรมท้องถิ่น และวิถีชีวิตชาวบ้าน 4) ด้านพัฒนาการทางรูปแบบสิมอีสาน พบว่า ฮูปแต้มพื้นบ้านอีสานมีความสัมพันธ์กับพื้นที่ว่างบนผนังสิม           ซึ่งสามารถนำแนวคิดหลักการเขียนฮูปแต้มสิมที่ได้มาต่อยอดเพื่อตกแต่งสิมอีสานในบริบทปัจจุบัน

คำสำคัญ: รูปและความหมาย ภูมิปัญญาท้องถิ่น พื้นที่ฝาผนังสิมร่วมสมัยอีสาน

 Abstract

“Hoop Taem Isan: The Analysis of Images and Meaning from Local Wisdom to the Sim Isan Contemporary Mural Decoration” was a research which studied by analyzing and interpreting the “Hoop Taem Sim Isan” folk work. It was a case study of the central Isan areas created by local painters before 2500 B.E. Its general objectives were to investigate the development, concepts, and methods on imparting images to convey meanings of local wisdom, as well as determine the balance between Hoop Taem and the wall areas of Isan local chapels In order to get the criteria that can be used as basic information to further build creative work “Art presumption”.
Regarding the study of Hoop Taem, mural paintings, elements related to creations could be classified into 4 different aspects: 1) the aspect of structural composition, it was found that the northeastern Thai folklore that appeared in the northeastern Thai had a simple, compact style and focused on usefulness, 2) the use of patterns/ forms, colors and tactics showing that, Hoop Taem Isan was influenced by the principles of Thai traditional painting, 3) the contents, can be divided into 3 categories, which were stories about Buddhism, local literature and the way of life of the villagers, and 4) for the development of Sim Isan model, it was found that Hoop Taem Isan had elements that were related to the wall areas of Isan local chapels.

Keywords: Image and meaning, Local wisdom, Isan contemporary chapels’ wall for mural painting


6.พัฒนาการและการจัดการความรู้ศิลปะปูนปั้นเมืองเพชรบุรี: นายทองร่วง เอมโอษฐ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ประณีตศิลป์-ศิลปะปูนปั้น)
นันทณัฎฐ์ ตาละลักษมณ์ / ภรดี พันธุภากร

บทคัดย่อ

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาพัฒนาการศิลปะปูนปั้นของนายทองร่วง เอมโอษฐ ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ (ประณีตศิลป์-ศิลปะปูนปั้น) เมืองเพชรบุรี 2) วิเคราะห์งานปูนปั้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2500 – พ.ศ. 2544 ของนายทองร่วง เอมโอษฐ 3) ศึกษาการจัดการความรู้งานศิลปะปูนปั้นของนายทองร่วง เอมโอษฐ เป็นการวิจัยโดยศึกษาสังเกตผลงานปูนปั้น นายทองร่วง เอมโอษฐ ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ (ประณีตศิลป์-ศิลปะปูนปั้น) เมืองเพชรบุรี วิเคราะห์ถึงแนวความคิด รูปแบบและความหมายอุดมคติของการสร้างผลงานตั้งแต่เริ่มต้นถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ยังเก็บข้อมูลโดยการศึกษาจากเอกสาร การสัมภาษณ์ นายทองร่วง เอมโอษฐ บันทึกเสียงและบันทึกภาพผลงานด้วยกล้องถ่ายภาพปูนปั้นที่เกิดจากฝีมือ นายทองร่วง เอมโอษฐ
ผลจากการศึกษาพบว่า

  1. การสร้างงานศิลปะปูนปั้นนายทองร่วง เอมโอษฐ แสดงถึงเนื้อหาเรื่องราวและพัฒนาการในงานศิลปะปูนปั้นในเมืองเพชรบุรีเริ่มตั้งแต่ราวสมัยอยุธยาตอนปลายถึงรัตนโกสินทร์ ส่งผลให้รูปแบบผลงานปูนปั้นนายทองร่วง เอมโอษฐ มีเอกลักษณ์ปูนปั้น โดดเด่นเฉพาะตัว
  2. การสร้างสรรค์ผลงานปูนปั้นของนายทองร่วง เอมโอษฐ มีการสอดแทรกเนื้อหาแนวใหม่ ได้แก่ ผู้คน วัตถุ อาคาร สถานที่ร่วมสมัย กิจวัตรชาวบ้านและปริศนาธรรม ซึ่งปรากฏเด่นชัดในงาน ราว พ.ศ. 2504-2544 แสดงให้เห็นถึงเนื้อหาร่วมสมัยเชิงปัจเจกบุคคลในงาน จนทำให้นายทองร่วง เอมโอษฐ ได้รับยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ (ประณีตศิลป์-ศิลปะปูนปั้น)
  3. ในการจัดการความรู้การสืบสานอัตลักษณ์อิทธิพลปูนปั้นนายทองร่วง เอมโอษฐ์นั้น ใช้การนำเทคนิคแนวทางการปั้นปูนมาร่วมบูรณาการสร้างสรรค์ในการเรียนการสอนรายวิชาประติมากรรมท้องถิ่นเพชรบุรี สาขาวิชาศิลปศึกษา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎเพชรบุรี ซึ่งพบว่านักศึกษาไม่เลือกปั้นปูนในหัวข้อประเภทธรรมะและประเภทความคิด เพราะยากในตีความ นักศึกษาเลือกทำงานปูนปั้นประเภทสวยงาม เนื่องจากรูปทรงตัวอย่างรูปปั้นพระพิฆเนศเป็นรูปทรงที่ดูโครงสร้างไม่ซับซ้อน

คำสำคัญ: พัฒนาการ ศิลปะปูนปั้น การจัดการความรู้

 Abstract

This research aimed to: 1) study the stucco art development, of Mr. Thongruang Em-ot, National Artist in Visual Arts (Minor Arts-Stucco Art) in Phetchaburi, 2)analyze stucco work since the year 1957 – 2001 of Mr. Thongruang Em-ot, 3) study the knowledge management in stucco art of Mr. Thongruang Em-ot. This research was a field research by observing the stucco work of Mr. Thongruang Em-ot, National Artist in Visual Arts (Minor Arts-Stucco Art) in Phetchaburi to analyze concepts, forms and ideal meanings of creation from the beginning to the present. In addition, data were also collected by studying documents, interviewing Mr.Thongruang Em-ot, audio recording, taking photographs of Mr. Thongtong Aimoth’s the stucco work.
The results of the study showed that:

  1. The creations of Mr. Thongruang Em-ot illustrated the content and development of the stucco art in Petchaburi from the late Ayutthaya period to Rattanakosin. The style of the stucco work had a distinctive unique.
    1. The creations of the stucco work included new content such as people, objects, buildings, contemporary places, folklore routines, and Dharma enigma which appeared prominently around B.E. 2504 – 2544. Mr.Thongruang Em-ot’s works showed the contemporary content of the individual until he was regarded as artist in visual arts (Minor Arts -Stucco Art).
    2. For knowledge management about the inheritance of identity, stucco work influence of Mr. Thongruang Em-ot, the researcher integrated the technique of stucco in teaching and learning in Phetchaburi local sculpture course, Art Education Program, Faculty of Humanities and Social Sciences, Phetchaburi Rajabhat University. It was found that students did not choose stucco on the topic of Dharma and the type of thought because they were difficult to interpret. Students chose stucco work in the type of beauty, due to the sample shape of the Ganesha’s statue had simple structure.

Keywords: Development, Stucco work, Knowledge management


7.โครงการออกแบบ Animation นำเสนอแนวคิดของศาสนาพุทธแบบทิเบตกับพฤติกรรมการรับรู้ของเยาวชนจีน
เซี่ย เฟย / สุชาติ เถาทอง / ชัยยศ วนิชวัฒนานุวัติ

บทคัดย่อ

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเกี่ยวกับศาสนาพุทธแบบทิเบต สื่อมัลติมีเดียสมัยใหม่ และค้นหาแนวทางการสืบทอดวัฒนธรรมทางศาสนาพุทธแบบทิเบตที่สอดคล้องกับการพัฒนาของสังคมจีนในปัจจุบัน ตลอดจนการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์สื่อมัลติมีเดียสมัยใหม่ในรูปแบบการ์ตูนแอนิเมชั่นเพื่อเผยแพร่ศาสนาพุทธแบบทิเบต
ผลการศึกษาพบว่า หลักธรรมคำสอนของศาสนาพุทธแบบทิเบตสอนให้มนุษย์ทำความดีและสิ่งยึดเหนี่ยวทางจิตใจที่สำคัญของชาวทิเบตก็คือ รูปปั้นของพระพุทธเจ้า ดังนั้น ผู้วิจัยจึงได้เลือกเอาพระพุทธรูปพระมัญชุศรีโพธิสัตว์ที่มีเอกลักษณ์ตามศาสนาพุทธแบบทิเบตมาสร้างสรรค์เป็นต้นแบบตัวละครแอนิเมชั่นเพื่อดึงดูดใจให้เยาวชนตระหนักถึงความสำคัญในการสืบทอดวัฒนธรรมและเข้าใจหลักธรรมคำสอนของศาสนาพุทธแบบทิเบตได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ ผู้วิจัยยังมีการนำสื่อมัลติมีเดียสมัยใหม่ ได้แก่ เทคโนโลยี AR และการพิมพ์สามมิติมาประยุกต์ใช้ร่วมกับการออกแบบผลิตภัณฑ์ทำให้การ์ตูนแอนิเมชั่นพระมัญชุศรีโพธิสัตว์ที่ผู้วิจัยได้สร้างสรรค์ขึ้นกลายเป็นสัญลักษณ์ของการพัฒนาวัฒนธรรมทางศาสนาที่สำคัญที่ไม่ใช่เพียงแค่สร้างความบันเทิงเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือที่มีส่วนช่วยส่งเสริมนโยบายทางการเมือง สร้างความสมดุลให้กับประชาชนในประเทศจีนและปรับปรุงสถานะของศาสนาพุทธแบบทิเบตให้กลับมาได้รับความเลื่อมใสศรัทธาจากคนภายนอกอีกครั้ง

คำสำคัญ: เทคโนโลยี AR ศาสนาพุทธแบบทิเบต พฤติกรรมการรับรู้ของเยาวชนจีน

 Abstract

This research aimed to study about Tibetan Buddhism, modern multimedia and to find ways to inherit Tibetan Buddhist culture that corresponds with the development of modern Chinese society including creating modern multimedia products in the form of cartoon animation to promote Tibetan Buddhism.
The study indicated that, Tibetan Buddhist taught humans to do well and the important mental attachment of the Tibetans was the statue of the Lord Buddha. Therefore, the researcher chose Manjushri Buddha statues, a unique form of Tibetan Buddhism to create as an animated character to attract young people to realize the importance of cultural heritage and to understand the doctrines of Tibetan Buddhism more easily. Researchers also applied modern multimedia such as AR technology and 3D printing to product design. The animator cartoon, the Manjushri mantra, was transformed into a symbol of the development of religious culture. It was not just entertainment, it was also a tool to promote political policy, balance the people in China and improve the status of Tibetan Buddhism back to receive faith from outsiders again.
Keywords: Augmented reality (AR), Tibetan Buddhism, Perception behavior of Chinese youth


8.บทบาทของพระสงฆ์ต่อการมีส่วนร่วมในการสงวนรักษาประเพณีชักพระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี
พระมหาฐิติพงศ์ ชูจิตต์ / ชยกฤต อัศวธิตานนท์

บทคัดย่อ

งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาบทบาทของพระสงฆ์ต่อการมีส่วนร่วมในการสงวนรักษาประเพณีชักพระ จังหวัดสุราษฎร์ธานีในบริบทสังคมปัจจุบัน และ 2) นำเสนอแนวทางการมีส่วนร่วมในการสงวนรักษาประเพณีชักพระของพระสงฆ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึก จากกลุ่มตัวอย่าง 3 กลุ่ม ได้แก่ 1) พระสงฆ์ 2) ประชาชนทั่วไป และ 3) หน่วยงานด้านวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้อง วิเคราะห์ข้อมูลโดยการจำแนกประเภทตามประเด็น ตีความ และสร้างข้อสรุปแบบอุปนัย นำเสนอด้วยวิธีพรรณนาวิเคราะห์
ผลการวิจัยพบว่า พระสงฆ์มีบทบาทต่อการมีส่วนร่วมในการสงวนรักษาประเพณี ชักพระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยเป็นที่ปรึกษาให้ความร่วมมือ ตลอดจนเป็นผู้ลงมือปฏิบัติงานจัดทำเรือพระด้วยตนเอง ทั้งยังเป็นผู้สืบทอดวัฒนธรรมประเพณี และเป็นผู้มีสัมพันธ์องค์กรที่ดี ประสานงานภายในวัด ชุมชน และหน่วยงานภาครัฐ ผ่านกระบวนการจัดการประเพณีในขั้นตอนต่าง ๆ ได้แก่ การเตรียมความพร้อม การดำเนินการก่อนวันงาน การจัดการในวันงาน และการจัดการภายหลังจากวันงานแล้ว โดยพระสงฆ์มีบทบาทผ่านความน่าเชื่อถือศรัทธาในลักษณะการเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณของคนในสังคม
ส่วนแนวทางการมีส่วนร่วมในการสงวนรักษาประเพณีชักพระ จังหวัดสุราษฎร์ธานีนั้น พระสงฆ์จะต้องมีความรู้ในเรื่องวัฒนธรรมประเพณีและหลักธรรมทางศาสนา เป็นผู้มีความสัมพันธ์ ทางสังคมที่ดี เผยแพร่ถ่ายทอดและส่งเสริมวัฒนธรรมประเพณีให้กับบุคคลทั่วไปได้ ทั้งนี้พบว่า พระสงฆ์ ชุมชน และหน่วยงานภาครัฐ ควรร่วมมือกันโดยรับฟังข้อเสนอแนะแนวทางการจัดการ ประเพณีชักพระ และนำข้อเสนอแนะเหล่านั้นไปพิจารณากำหนดรูปแบบการจัดการปฏิบัติงานจริง เพื่อทำให้เกิดการมีส่วนร่วมและการสงวนรักษาประเพณีชักพระอย่างแท้จริง

 Abstract

This research aimed to 1) analyze role of Buddhist monks participation in conserving Chak Phra tradition of Surat Thani province nowadays, and 2) present the guidelines for Buddhist monks’ participation in conserving Chak Phra Tradition of Surat Thani province. The qualitative approach was employed in this research. The data were collected by using in-depth interviews to three groups of samples which were 1) Buddhist monks, 2) members of local society, and 3) organizations related to culture. The data were analyzed by classifying issues, interpreting and inductive inferences, and presented with analytical descriptive method.
The research results showed that Buddhist monks played the participation roles in conserving Chak Phra tradition of Surat Thani province by being consultants and cooperating as a practitioner in the preparation of the boat by themselves. They acted as the heirs of cultures and traditions, and had a good relationship in coordinating between temples, communities, and government agencies through the process beforehand namely early preparation, preparation before Chak Phra day, operation on Chak Phra day, and operation after Chak Phra day. These roles were based on the trust of society on Buddhist monks as the spiritual leaders.
The research further proposed guidelines for participating in conserving Chak Phra tradition of Surat Thani province that Buddhist monks must have knowledge of culture, traditions and religious principles. Moreover, the monks should have positive relationships to society, disseminate, transmit and promote culture and traditions for the general public. Buddhist monks, communities, and government agencies should listen to recommendations for managing Chak Phra tradition, and determine the operational management model in order to virtually operate and conserve this tradition.

Keywords: Roles of Buddhist monks, Participation, Conservation, Chak Phra tradition, Surat Thani Province


9.การศึกษาบริบทและศักยภาพของชุมชนในการจัดการท่องเที่ยว เชิงสร้างสรรค์ กรณีศึกษา: ชุมชนถ้ำรงค์ จังหวัดเพชรบุรี
ลัคนา ชูใจ

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบริบทและศักยภาพของชุมชนถ้ำรงค์ และเพื่อศึกษาการจัดการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ของชุมชนถ้ำรงค์ โดยดำเนินการวิจัยเชิงคุณภาพ รวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์แบบเชิงลึก จากนายกองค์การบริหารตำบลถ้ำรงค์ ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลถ้ำรงค์ เจ้าหน้าที่องค์การบริหารตำบลถ้ำรงค์ กรรมการด้านการท่องเที่ยวหมู่บ้าน และตัวแทนชาวบ้านชุมชนถ้ำรงค์ จำนวน 30 คน มีการวิเคราะห์ข้อมูลและจัดแบ่งเป็นหมวดหมู่ ตีความ อธิบายความหมายและสร้างข้อสรุป ผลการวิจัยพบว่า 1) ประเด็นบริบทและศักยภาพของชุมชนถ้ำรงค์ (1) จุดแข็ง ที่ตั้งชุมชนมีสภาพแวดล้อมสวยงาม บรรยากาศดี มีความสงบ มีพื้นที่ทำกิจกรรมสิ่งดึงดูดใจที่หลากหลายในทุกหมู่บ้านของตำบล มีความเป็นเอกลักษณ์ด้านโบราณวัตถุ โบราณสถาน สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรมวิถีและชีวิตชุมชน (2) จุดอ่อน ขาดมาตรฐานในด้านการบริการ คนในชุมชนยังไม่เข้าใจการท่องเที่ยวยั่งยืน และขาดการจัดการที่ดี (3) โอกาส ชุมชนมีนโยบายการส่งเสริม สนับสนุนและมีส่วนร่วม กับชุมชน และ (4) อุปสรรค สถานการณ์ด้านเศรษฐกิจ และการเมืองที่ไม่แน่นอน ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของนักท่องเที่ยว 2) ประเด็นการจัดการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ของชุมชนถ้ำรงค์ (1) มิติด้านเศรษฐกิจ พบว่า ชุมชนมีการจัดการการท่องเที่ยวโดยชุมชนเชิงสร้างสรรค์ สามารถกระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างทั่วถึง (2) มิติด้านสังคมและวัฒนธรรม พบว่า ชุมชนมีการจัดการการท่องเที่ยวโดยชุมชนเชิงสร้างสรรค์ โดยมุ่งส่งเสริมกิจกรรมด้านอัตลักษณ์และภูมิปัญญาของท้องถิ่น ได้แก่ การทำว่าว กังหัน จักรสาน ผลิตภัณฑ์จากตาล การทำน้ำตาล การทำกะแช่ การทำน้ำพริกแกง โดยมีการตั้งกลุ่มในหมู่บ้าน และใช้วัตถุดิบที่มีอยู่ในชุมชนเพื่อนำเสนอเรื่องราวแบบเล่าเรื่องให้กับผู้ที่เข้ามาร่วมเรียนรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ ตลอดจน ผู้มาเยือนในฐานะนักท่องเที่ยว (3) มิติด้านสิ่งแวดล้อม พบว่า ชุมชนมีการจัดการ การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์โดยการนำวัสดุในท้องถิ่นมาใช้ประโยชน์ได้หลายด้านและสูงสุด ตลอดจนมี การอนุรักษ์ไว้ให้คงอยู่ในลักษณะยั่งยืน (4) มิติด้านการจัดการและการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย พบว่า ชุมชนมีระบบการจัดการด้านการท่องเที่ยว เช่น มีการวางแผน มีกระบวนการ การตลาด สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม ความปลอดภัย มีกฎของชุมชนในการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชน ตลอดจนกระบวนการเรียนรู้ระหว่างชุมชนกับผู้มาเยือน ถือว่าเป็นการสัมผัสของจริงตามที่วิถีชุมชน และ (5) มิติด้านบุคลากร พบว่า คนในชุมชนร่วมดำเนินการจัดการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ โดยการตั้งกลุ่มวิสาหกิจท่องเที่ยวชุมชนได้รับการพัฒนาด้านองค์ความรู้ด้านท่องเที่ยว มีการฝึกอบรมคนในชุมชนด้านการท่องเที่ยว รวมถึงการไปศึกษาดูงานในชุมชนต้นแบบที่ประสบความสำเร็จในด้านการท่องเที่ยวอีกด้วย เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในชุมชนถ้ำรงค์ได้

คำสำคัญ: การจัดการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ อัตลักษณ์ ภูมิปัญญา

 Abstract

The purposes of this research were to study context and potential of Tamrong community and to study creative tourism management in Tamrong community. The qualitative method was applied in this research. The data were collected by using an in-depth interview from 30 key informants; chief executive, chief administrator, and officers of Tamrong subdistrict administrative organization, village tourism committee, and also representatives of Tamrong community. The research results revealed that 1) the context and potential of Tamrong community; it was found that (1) strengths; good ambience and environment, the attractive areas to do many activities in the local community, the uniqueness of antiquities, environment, cultural and way of life., (2) weakness; lack of service standard, lack of understanding of sustainable tourism and lack of good management, (3) opportunities; had policy in order to support the participation of local community, (4) threat; economy situations, unstable of politics and unchangeable of tourists behaviors, 2) the creative tourism management in Tamrong community, it was found that (1) economic dimension; comprehensive income distribution, (2) social and culture dimension; the community emphasis on more activities in terms of creative tourism management in Tamrong community to support identities and local wisdom, (3) Environment Dimension; to use local materials in terms of local food and local products, (4) management and stakeholders dimension; to promote the system of tourism management in community, and (5) personnel dimension; to support local community in terms of knowledge of sustainable tourism, training, and inspect the best practice of other community in order to learn and to adapt tourism in Tamrong community.

Keywords: Creative tourism management, Identity, Wisdom


10.พระนครคีรี: พระตำหนักกับความเป็นมาด้านสถาปัตยกรรม
ณัฐกานต์ ผาจันทร์ / นวลสมร อุณหะประทีป / สุปชา เพชรโสม

บทคัดย่อ

บทความเรื่องพระนครคีรี: พระตำหนักกับความเป็นมาด้านสถาปัตยกรรม เป็นการศึกษาความเป็นมาและลักษณะด้านสถาปัตยกรรมสิ่งปลูกสร้าง และเชื่อมโยงความรู้ร่วมสมัยด้านสถาปัตยกรรมยุครัตนโกสินทร์ตอนต้นของอุทยานประวัติศาสตร์ พระนครคีรี จังหวัดเพชรบุรี ผลการศึกษาพบว่า พระนครคีรีเป็นพระราชฐานที่มีความสำคัญมาตลอดรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) ใช้เป็นสถานที่แปรพระราชฐาน และรับรองพระราชอาคันตุกะ มีสิ่งปลูกสร้างอยู่บนยอดเขา 3 ยอดเขา เป็นลักษณะสถาปัตยกรรมจีนผสมผสานกับสถาปัตยกรรมไทยและตะวันตกแบบนีโอคลาสสิคที่มีความเชื่อมโยงและมีความสัมพันธ์กับประวัติศาสตร์การปกครองของไทย
คำสำคัญ: พระนครคีรี พระตำหนัก สถาปัตยกรรม

 Abstract

This article is the study of the architectural history of Phranakhonkhiri in Petchaburi, Thailand. It investigates the architectural design concept in connection to the local wisdom of art, culture and architecture during the mid of Rattanakosin era. The finding indicated that King Rama IV of Thailand built this royal residence locating on the top of three mountains for recreational purpose as well as accommodating the royal guests. The architectural style was influenced by Sino-Thai and neo classical European style, which demonstrating the deep root diplomatic history of Thailand.

Keyword: Phranakhonkhiri, the Royal Residence, architectural history


11.สภาพการดำเนินงานของห้องสมุดโรงเรียนภาคกลางตอนล่างและภาคใต้ตอนบน
สิรินาฏ วงศ์สว่างศิริ / ฐิติมา บุณฑริก

บทคัดย่อ

การวิจัยนี้มุ่งศึกษาสภาพการดำเนินงานและปัญหาการดำเนินงานของห้องสมุดโรงเรียนในเขตพื้นที่ภาคกลางตอนล่างและภาคใต้ตอนบน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ได้แก่ ครูบรรณารักษ์ห้องสมุดโรงเรียนระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ในเขตพื้นที่ภาคกลางตอนล่างและภาคใต้ตอนบน จำนวน 390 คน โดยใช้การสุ่มแบบชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.83 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความแปรปรวนและการทดสอบค่าที ผลการวิจัย พบว่า สภาพการดำเนินงานห้องสมุดโรงเรียน 1) ห้องสมุดโรงเรียนส่วนมากได้รับงบประมาณแผ่นดินเพื่อการดำเนินงานห้องสมุดน้อยกว่าร้อยละ10 ของงบประมาณการเรียนการสอนทั้งหมดที่โรงเรียนได้รับ 2) หัวหน้าห้องสมุดและครูบรรณารักษ์ส่วนมากไม่มีวุฒิทางบรรณารักษศาสตร์หรือสารสนเทศศาสตร์ 3) ครูบรรณารักษ์ส่วนมากทำหน้าที่บริหารจัดการ เช่น สอนและแนะนำการใช้ห้องสมุดให้แก่นักเรียน เสนอรายชื่อคณะกรรมการห้องสมุดต่อผู้บริหารสถานศึกษา และสำรวจทรัพยากรสารสนเทศประจำปี 4) ห้องสมุดโรงเรียนส่วนมากเป็นส่วนหนึ่งของอาคารเรียนโดยตั้งอยู่ที่ชั้น 1 ของอาคารเรียน 5) วัสดุตีพิมพ์ที่มีเพื่อให้บริการภายในห้องสมุด ได้แก่ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ และจุลสาร 6) ห้องสมุดโรงเรียนมีกิจกรรมต่าง ๆ เช่น บริการห้องสมุดเคลื่อนที่ในโรงเรียน บริการยืม-คืน และบริการขอใช้ห้องสมุดเพื่อประชุม ส่วนกิจกรรมที่ห้องสมุดโรงเรียนส่วนมากจัด ได้แก่ กิจกรรมส่งเสริมความรู้เรื่องห้องสมุด กิจกรรมส่งเสริมความรู้ทั่วไป และกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน ส่วนปัญหาการดำเนินงานห้องสมุดโรงเรียน พบว่า 1) งบประมาณที่ห้องสมุดได้รับไม่เพียงพอต่อ การดำเนินงานห้องสมุด 2) ครูบรรณารักษ์มีหน้าที่ความรับผิดชอบมาก 3) ห้องสมุดไม่มี การกำหนดวิสัยทัศน์และพันธกิจ 3) ห้องสมุดไม่มีครุภัณฑ์สำหรับการปฏิบัติงานที่เหมาะสมและเพียงพอ 4) ห้องสมุดไม่มีการจัดหาทรัพยากรสารสนเทศที่มีเนื้อหาสอดคล้องกับ การจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรและความต้องการของผู้ใช้ 5) ห้องสมุดไม่มี การปฏิบัติงานด้านบริการสารสนเทศ

คำสำคัญ : ห้องสมุดโรงเรียน สภาพการดำเนินงาน ปัญหา

 Abstract

This research aimed to study the operating conditions and the problems of school libraries in the lower central region and the upper southern region. The research samples were 390 school librarian teachers in the lower central region and the upper southern region. The sample size followed the Taro Yamanese formula and used stratified sampling. The research tool was a questionnaire with the reliability of 0.83. The statistics used to analyze the data were percentage, mean, standard deviation, one–way ANOVA and T-test.
The operating conditions of school libraries research results revealed that: 1) the budget for the operation libraries were less than 10 percent from the studying and teaching school budget, 2) most school librarians and librarian teachers had no a degree in Library and Information Science, 3) the most librarian teachers had duties in management such as teaching and guiding students how to use libraries, proposing the libraries board to school administer and investigating information resources every year, 4) the most school libraries were the part of school building, located in the 1st floor, 5) printed materials used for service were Royal Society dictionaries, Thai Junior Encyclopedia by Royal Command of His Majesty the King and pamphlet, 6) school library services and activities were the mobile libraries, circulation service, and the meeting room reservation service. The activities that most school libraries organized were library knowledge promotion activities, general knowledge promotion activities, and reading promotion activities. In the operation problems of school libraries, the research revealed that 1) school libraries budget was not enough to meet the needs of the operation, 2) librarian teachers had so much duties to do, 3) school libraries had no vision and mission, 4) school libraries had not durable article appropriate enough for working, 5) school libraries did not have information service operations.

Keywords: School libraries, Operating conditions, Problems


12.บทบาทเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่ส่งเสริมการเรียนรู้
สายฝน สิยาห์

บทคัดย่อ

เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มีบทบาทสำคัญอย่างมากต่อการดำรงชีวิต เพราะเป็นกุญแจสำคัญที่นำไปสู่การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีคุณภาพตามความต้องการของประเทศ เทคโนโลยีนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงในวิถีชีวิต การเรียน การทำงาน เทคโนโลยีจึงเป็นเครื่องมือที่มีพลานุภาพสูงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการจัดการศึกษา ช่วยนำการศึกษาให้เข้าถึงผู้เรียนและส่งเสริมการเรียนรู้แก่ผู้เรียนได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว อีกทั้งช่วยให้เกิดการพัฒนาต่อยอดความรู้เดิมที่มีอยู่นำไปสู่การสร้างองค์ความรู้ใหม่อย่างต่อเนื่อง

คำสำคัญ: เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร การส่งเสริมการเรียนรู้

 Abstract

Information and communication technology plays a very important role in human life because it is the key to the development of quality human resources according to the needs of the country. Technology brings a lot of changes in the way of life, learning and work. Technology is a powerful tool that can increase the efficiency of education management. It brings education to learners and promotes learning easily and quickly. It also develops the existing knowledge to the creation of new knowledge continuously.

Keywords: Information and communication technology, Promoting learning


13.รูปแบบการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของตำรวจภูธรจังหวัดเพชรบุรี
อภิรักษ์ เพิ่มชัย / วิภวานี เผือกบัวขาว / โสภาพร กล่ำสกุล

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ1) ศึกษาการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของตำรวจภูธรจังหวัดเพชรบุรี 2) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการดำเนินการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของตำรวจภูธรจังหวัดเพชรบุรี และ 3) สร้างรูปแบบที่เหมาะสมในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของตำรวจภูธรจังหวัดเพชรบุรี โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี (Mix methods research) ประกอบด้วยการวิจัยเชิงปริมาณ เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง 306 คน และ การวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 3 กลุ่ม คือ ผู้บริหารระดับสูง (ผู้กำกับการ) ผู้บริหารระดับกลาง (รองผู้กำกับการ) และระดับผู้บริหารระดับต้น (สารวัตร) จำนวน 9 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยแบบพหุคูณ
ผลการวิจัยพบว่า 1) การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของตำรวจภูธรจังหวัดเพชรบุรี ภาพรวมมีระดับความคิดเห็นอยู่ในระดับมากเมื่อพิจารณารายด้าน พบว่าด้านการพัฒนาสมรรถนะอยู่ในระดับมากที่สุด รองลงมา ได้แก่ ด้านการพัฒนาศักยภาพในการพัฒนาและสร้างสรรค์ และด้านการพัฒนาทักษะ ตามลำดับ ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด ได้แก่ ด้านการพัฒนาทัศนะคติ 2) ปัจจัยที่ส่งผลต่อการดำเนินการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของตำรวจภูธรจังหวัดเพชรบุรี พบว่า ปัจจัยที่ส่งผลสูงสุด ได้แก่ การเมืองและกฎหมายข้อบังคับ รองลงมาคือ วัฒนธรรมและสภาพการทำงาน การปกครองบังคับบัญชา สังคม และเศรษฐกิจ การฝึกอบรมและการพัฒนา เทคโนโลยี ตามลำดับ โดยมีค่าทำนายร้อยละ 66 และมีค่าสัมประสิทธิ์ เท่ากับ 0.812 3) รูปแบบในการพัฒนาที่เหมาะสม ประกอบด้วย 1)กระบวนการฝึกอบรมและพัฒนาที่ดี (G1: Good training & development) 2) กระบวนการบริหารสั่งการที่ดี (G2,G3 : Good management & good command) และ 3) วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมในการทำงานที่ดี (G4, G5 : Good culture & good environment) ภายใต้รูปแบบ 5G- Model หรือ ภายใต้ชื่อภาษาไทยที่ว่า “ตำรวจดี บริหารจัดการเด่นเป็นที่ยอมรับของสังคม”

คำสำคัญ: พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ตำรวจภูธรจังหวัดเพชรบุรี ศตวรรษที่ 21

 Abstract

The purposes of this research were to: 1) study human resource development of Phetchaburi Provincial Police; 2) investigate factors affecting human resource development processes of Phetchaburi Provincial Police; and 3) create a suitable model for human resource development of the Provincial Police Phetchaburi Province. The mixed research methodology was applied in this study. For quantitative research, the data were collected from 306 samples. The qualitative data were collected from 3 groups consisting of 3 chief executives (Superintendents), 3 middle-level executives (Deputy Superintendents), and 3 primary level executives (Inspectors). The data were analyzed by using percentage, mean, standard deviation, and multiple regression analysis.
The research results were as follows: 1)The human resource development of Phetchaburi Provincial Police was overall at a high level. When each aspect was considered, it was found that the aspect with the highest mean score was competency development, followed by the development of potential for development and creativity, skill development, knowledge and ability development, and attitude development; 2) The factor the most highly affecting human resource development of Phetchaburi Provincial Police was polity and regulations, followed by work culture and conditions, supervisory authority, social and economic factors, training and development, and technology with the predictive efficiency at 66.00 percent and correlation coefficient at 0.812; and 3) The suitable model consisted of: (1) Good training and development process (G1: Good Training & Development), (2) Good management and good command processes (G2, G3: Good Management & Good Command), and (3) Good work culture and environment (G4, G5: Good Culture & Good Environment) or the 5G-Model with the motto, “Good Police, Distinguished Management, Social Acceptance”.

Keywords: Human resource development, Phetchaburi Provincial Police, the 21st century


14.แนวทางการปรับเปลี่ยนสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยสู่การศึกษาตลอดชีวิต
เขนย นามชุ่ม / อุดม รัฐอมฤต

บทคัดย่อ

ในการปรับเปลี่ยนสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยไปสู่การจัดการศึกษาตลอดชีวิตนั้น ต้องทำให้ประชาชนตระหนักถึงความจำเป็นในการศึกษาตลอดชีวิต ประชาชนทุกคนและทุกช่วงวัยต้องได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียม เน้นให้ผู้เรียนเกิดแรงจูงใจที่จะเรียนรู้ด้วยตนเอง ควรมีการปรับโครงสร้างองค์กร บทบาทภารกิจ และการบริหารงาน รวมทั้งกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา ปรับเปลี่ยนสถานะของสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ให้เป็นนิติบุคคลและเป็นกรม ตามหลักการพื้นฐานในแนวคิดการศึกษาตลอดชีวิต และการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อส่งเสริมและยกระดับการศึกษาตลอดชีวิตให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นในทุกระดับ นอกจากนี้ หน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นใหม่ยังเป็นส่วนในการสนับสนุนและพัฒนาหน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และสถาบันการศึกษาต่างๆ เพื่อสร้างความร่วมมือกันในฐานะเครือข่ายพันธมิตรในกิจกรรมการส่งเสริมการศึกษาตลอดชีวิตและการเรียนรู้ตลอดชีวิต
คำสำคัญ: การเปลี่ยนแปลง สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย การศึกษาตลอดชีวิต

 Abstract

In transforming changing the office of the non-Formal and Informal Education towards lifelong education, it need to make people be aware of the need for lifelong education. All people and all ages must be given equal educational opportunities and focus on motivation for learners to learn by themselves. The organization structure, the roles, and the administration, as well as all related educational laws should have been adjusted by transforming the status of the office of Non-Formal and Informal Education into a juristic person and a department in accordance with the fundamental principal of lifelong education concept, and lifelong learning promotion in order to improve lifelong education more effective at all levels. Furthermore, the new department enables to encourage and develop other government agencies, local administrative organizations and educational institutions to collaborate as networking partners in providing lifelong education or lifelong learning activities.

Keywords: Transforming, Office of the Non-Formal and Informal Education, Life-long education


15.กลยุทธ์การบริหารจัดการของธนาคารพาณิชย์เอกชนสู่การเป็นองค์การสมรรถนะสูง
อรุณกมล ศุขเอนก / พรชัย เทพปัญญา

บทคัดย่อ

บทความนี้ได้นำเสนอโดยมีวัตถุประสงค์ 3 ประการ 1) เพื่อศึกษาสภาพการบริหารจัดการและสภาพแวดล้อมที่มีผลต่อการพัฒนาธนาคารพาณิชย์เอกชนสู่การเป็นองค์การสมรรถนะสูง 2) เพื่อสร้างและพัฒนากลยุทธ์การบริหารจัดการของธนาคารพาณิชย์เอกชนสู่การเป็นองค์การสมรรถนะสูง และ 3) เพื่อจัดทำกลยุทธ์การบริหารจัดการ และข้อแนะนำ การบริหารเชิงกลยุทธ์สำหรับธนาคารพาณิชย์เอกชนสู่การเป็นองค์การสมรรถนะสูง งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ธนาคารพาณิชย์เอกชนชั้นนำ 2 แห่ง โดยใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วยการวิจัยเอกสาร การสัมภาษณ์เชิงลึกและการสนทนากลุ่ม และศึกษาสภาพแวดล้อมด้วยวิธี SWOT Analysis วิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีวิเคราะห์เนื้อหาและ การพรรณนาผลวิเคราะห์
ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการบริหารจัดการธนาคารพาณิชย์เอกชนอยู่ภายใต้ความกดดันจากกระแสโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจ และด้วยบริบทของธนาคารพาณิชย์เอกชนซึ่งเป็นศูนย์กลางการออม การลงทุน จึงให้ความสำคัญต่อลูกค้าและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ด้วยการพัฒนาคุณภาพบริการด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัล ประกอบกับสภาพแวดล้อมองค์การที่เป็นจุดแข็งของธนาคารพาณิชย์คือ มีศักยภาพด้านวิสัยทัศน์ ผู้บริหาร พนักงานที่มีขีดความสามารถ มีความพร้อมต่อการพัฒนาในทุกมิติ สอดรับโอกาสจากนโยบายรัฐบาลในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ สู่ระบบสังคมไร้เงินสด เกิดการขยายตลาดการลงทุนไปยังประเทศภูมิภาคอาเซียน แม้ว่ามีจุดอ่อนคือ ประสบการณ์ผู้นำในการบริหารจัดการในหน่วยปฏิบัติ รวมทั้งอุปสรรคจากจำนวนคู่แข่งที่เพิ่มขึ้นและพฤติกรรมลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงตามนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ ดังนั้นการสร้างกลยุทธ์จึงเน้นสนองตอบต่อลูกค้าและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เมื่อนำเข้าสู่กระบวนการพัฒนากลยุทธ์การบริหารจัดการธนาคารพาณิชย์ และผ่านการเสวนาผู้กำหนดนโยบายเพื่อประเมินคุณภาพกลยุทธ์ การบริหารจัดการของธนาคารพาณิชย์เอกชนสู่การเป็นองค์การสมรรถนะสูงได้ 5 กลยุทธ์หลัก คือ กลยุทธ์ที่ 1 มุ่งสร้างและพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีเพื่อให้บริการด้วยระบบการเงิน การธนาคารอัจฉริยะสู่สังคมไร้เงินสด โดยยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง กลยุทธ์ที่ 2 ดำเนินธุรกิจโดยยึดหลักการบริหารกิจการที่ดี กลยุทธ์ที่ 3 ปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์การให้รับรองสังคมศตวรรษที่ 21กลยุทธ์ที่ 4 พัฒนาผู้นำการเปลี่ยนแปลง กลยุทธ์ที่ 5 ส่งเสริมให้ธนาคารพาณิชย์เป็นองค์การแห่ง การเรียนรู้ทั่วทั้งองค์การ การจัดทำกลยุทธ์ได้ตัวแบบกลยุทธ์การบริหารจัดการสำหรับธนาคารพาณิชย์เอกชน คือ Banking Strategy Model และจัดทำข้อแนะนำการบริหารเชิงกลยุทธ์สำหรับธนาคารพาณิชย์เอกชนสู่องค์การสมรรถนะสูงได้ 14 แนวทางการบริหารเชิงกลยุทธ์ ทั้งนี้ประโยชน์จากข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย เชิงปฏิบัติการ และเชิงวิชาการ สามารถใช้เป็นทางเลือกกลยุทธ์การบริหารจัดการสำหรับธนาคารพาณิชย์เอกชนทุกแห่งในการพัฒนาสู่การเป็นองค์การสมรรถสูง

คำสำคัญ: กลยุทธ์การบริหารจัดการ ธนาคารพาณิชย์เอกชน องค์การสมรรถนะสูง

 Abstract

This article objectives were: 1) to study the management and the environment affecting the development of private commercial banks to become high-performance organization; 2) to propose and develop the strategic management for private commercial bank to be high performance organization; and 3) to define the strategic management and recommendations for the management of private commercial bank to be a high-performance organization by adopting qualitative research methods with using analysis research technique, the in-depth interviews and focus group discussion and analyst the results with descriptive analysis. The research studied on the organizational environment with SWOT analysis along with creates strategic options with the TOWS Matrix. The sampling group was selected from 2 private commercial banks.
The research found that the condition of managing private commercial banks was under pressure from economic globalization therefore, improvement of quality with innovation and digital technology and supporting customer need were important role of private commercial bank. The private commercial banks to be high-performance organization consisted of 5 strategies. Strategy 1 was focus on creating and developing technological innovation to provide services with intelligent banking finance (AI) to cashless society. Strategy 2 was adhering to corporate governance principles. Strategy 3 was moving organizational culture to the 21st century society. Strategy 4 was supporting change agent development leaders. Strategy 5 was focusing on a buildup of the learning organization as entirely.The management strategy model for private commercial banks was the Banking Strategy Model. There were 14 strategic management recommendations for private commercial banks to high performance organizations. The Strategic Management benefited from the research results can be applied for developing the private commercial banks to be a high performance organization.

Keywords: Management strategies, Private commercial banks, High performance


Leave a Reply