วารสาร ปี 2563 ฉบับที่ 1

บทบรรณาธิการ

             วารสารมนุษยสังคมปริทัศน์ดำเนินการตีพิมพ์บทความมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมความเข้มแข็งทางวิชาการ และเผยแพร่ผลงานด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์อันเป็นประโยชน์ต่อการนำไปต่อยอดองค์ความรู้ ให้กว้างขวางมากขึ้น โดยบทความทุกเรื่องได้ผ่านการพิจารณากลั่นกรองจากผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องจากหลายสถาบันการศึกษา วารสารปีที่ 22 ฉบับที่ 1 มกราคม – มิถุนายนนี้ ได้รวบรวมบทความไว้อย่างน่าสนใจ ทั้งด้านการท่องเที่ยวโดยชุมชน ศิลปะปูนปั้นสกุลช่างเมืองเพชร การธำรงอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม ทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 การบริหารหลักสูตรและสถานศึกษา ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อทั้งอาจารย์ นักศึกษาในระดับอุดมศึกษา บัณฑิตศึกษาและผู้ที่สนใจเป็นอย่างยิ่ง หวังว่าผู้อ่านจะได้รับความรู้และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ทั้งเชิงวิชาการและวิชาชีพ

ขอขอบพระคุณผู้ทรงคุณวุฒิและทุกท่านที่มีส่วนร่วมในการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานของวารสารฉบับนี้ หากผู้เขียนหรือผู้อ่านท่านใดมีข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ต่อวารสาร ทางกองบรรณาธิการยินดีรับข้อเสนอแนะ สามารถส่งข้อเสนอแนะต่างๆ มาได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 032-708615 โทรสาร 089-5423113 หรืออีเมล์ jhssr.pbru@hotmail.com ทางกองบรรณาธิการพร้อมจะนำไปพิจารณาปรับปรุงวารสารให้มีคุณภาพยิ่งขึ้นต่อไป

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. อัญชนา พานิช
บรรณาธิการ

Full Paper (ฉบับเต็ม)

1. การมีส่วนร่วมของประชาชนในเขตเทศบาลตำบลบางปู อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานีต่อการพัฒนาพื้นที่เพื่อการท่องเที่ยวโดยชุมชน
จิรัชยา เจียวก๊ก / อับดุลคอลิค ฮัรรอฮีมีร์ / เจษฎา กามุสิก / อับดุลฮากีม น้อยทับทิม

บทคัดย่อ

            การศึกษาวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการมีส่วนร่วมของสมาชิกในชุมชนกับการพัฒนาชุมชนให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวและเพื่อกำหนดแนวทางการมีส่วนร่วมของชุมชนบางปูให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวชุมชน จากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นคนในชุมชนบางปู จำนวน 338 คน และ ผู้ให้ข้อมูลเป็นคณะกรรมแหล่งท่องเที่ยวชุมชนและสมาชิกที่มีบทบาทสำคัญ จำนวน 7 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า การมีส่วนร่วมของประชาชนในเขตตำบลบางปู ภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง (ค่าเฉลี่ย = 3.06) เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า การมีส่วนร่วมในการประเมินผล อยู่ในระดับปานกลาง (ค่าเฉลี่ย =3.19) และการมีส่วนร่วมในการดำเนินงานอยู่ในระดับปานกลาง (ค่าเฉลี่ย = 2.94) ดังนั้นสำหรับกำหนดแนวทางการมีส่วนร่วม ได้แก่ 1) การจัดกระบวนการเรียนรู้แก่คนในชุมชนเพื่อการส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชน และ 2) การกระตุ้นการมีส่วนร่วมของประชาชนมีความรักและหวงแหนในชุมชน และ 3) หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรกำหนดรูปแบบในการพัฒนาที่ชัดเจนเพื่อให้คนในชุมชนได้เข้าใจ และมีส่วนร่วมในการดำเนินการ ฉะนั้นแล้วหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรให้ความสำคัญกับกระบวนการมีส่วนร่วมตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อทำให้ชุมชนบางปูได้รับการพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวชุมชน

 

คำสำคัญ: การมีส่วนร่วม การท่องเที่ยวโดยชุมชน แนวทางการพัฒนา แหล่งท่องเที่ยว

 Abstract

            The purposes of this research were to study the participation of community members in community development as a tourist attraction and to study the guidelines for participation of  Bang Pu community as a community tourism attractions. The sample consisted of 338 people from Bang Pu community, and 7 people from community tourism attractions committee and members with important roles. The data were analyzed by using statistics, percentage, mean, standard deviation and qualitative data using content analysis.The research found that the participation of the people in Bang Pu subdistrict Municipality, the overall was at the medium level (mean=3.06). When considering each aspect, it was found that the participation in evaluation was at the medium level (mean=3.19), the participation in operation was at the medium level (mean= 2.94). The guidelines for participation of Bang Pu community were 1) organizing a learning process for people in the community for participation in community development, 2) stimulating public participation to love and cherish in the community, 3) relevant agencies should set a clear development model so that people in the community can understand and participate in the process.Therefore, relavant agencies should focus on the participation process from the beginning to allow Bang Pu community to be developed as a community tourism attractions.

Key words: Participation, Tourism by community, Development guidelines, Tourist attractions

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

2. การพัฒนาศักยภาพการท่องเที่ยวชุมชน: กรณีศึกษาชุมชนหนองจอก จังหวัดเพชรบุรี
พิมพ์ระวี โรจน์รุ่งสัตย์

บทคัดย่อ

           การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาศักยภาพทางการท่องเที่ยวของชุมชนหนองจอก ตำบลหนองจอก อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี และ 2) ศึกษาแนวทางการพัฒนาศักยภาพด้านการท่องเที่ยว ของชุมชนหนองจอก ตำบลหนองจอก อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี สู่การปฏิบัติจริง โดยใช้วิธีดำเนินการวิจัยเชิงคุณภาพและปริมาณ คือ การสัมภาษณ์ กลุ่มนักท่องเที่ยว กลุ่มตัวอย่างในพื้นที่ กลุ่มภาครัฐ นักวิชาการ และกลุ่มภาคเอกชน รวม 40 คน และเก็บข้อมูลแบบสอบถามจากชุมชนหนองจอก จำนวน 438 ชุด เพื่อหาข้อมูลด้านศักยภาพทางการท่องเที่ยวของตำบลหนองจอก ผลการวิจัยพบว่า ชุมชนมีศักยภาพในการพัฒนาการท่องเที่ยวในชุมชนหนองจอกทั้ง 7 ด้าน คือ 1) ด้านทรัพยากรการท่องเที่ยว 2) ด้านสิ่งอำนวยความสะดวก 3) ด้านความสามารถในการเข้าถึง 4) ด้านกิจกรรม 5) ด้านที่พัก 6) ด้านทรัพยากรบุคคลสำหรับการท่องเที่ยว และ 7) ด้านการส่งเสริมการท่องเที่ยว ส่วนความคิดเห็นเกี่ยวกับศักยภาพของแหล่งท่องเที่ยว ทุกด้านอยู่ในระดับปานกลาง (= 3.26) โดยเมื่อแยกพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า มี 3 ด้าน ที่มีความความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก ได้แก่ ด้านภูมิปัญญาชาวบ้านที่เป็นเอกลักษณ์จูงใจให้เดินทางมาเที่ยว (= 4.13) ด้านสถานที่และประเพณีที่ดึงดูดใจนักท่องเที่ยว (= 4.01) และด้านทรัพยากรธรรมชาติที่สามารถผลิตเป็นภูมิปัญญาของชุมชน (=3.84) รองลงมาเป็นด้านสิ่งอำนวยความสะดวกและการเข้าถึงมีระดับความคิดเห็นอยู่ในระดับปานกลาง (=3.14) ส่วนด้านมีความคิดเห็นอยู่ในระดับน้อย ได้แก่ ด้านทรัพยากรการท่องเที่ยว (=2.99) ด้านการส่งเสริมการท่องเที่ยว (=2.44) ด้านกิจกรรม (=2.39) และด้านทรัพยากรบุคคลสำหรับการท่องเที่ยว (=2.34) ตามลำดับ จากการศึกษาศักยภาพจึงทำให้เกิดแผนการพัฒนาชุมชนหนองจอก เพื่อเป็นแนวทางการพัฒนาศักยภาพของชุมชนตามวัตถุประสงค์ที่ 2 เพื่อการกระตุ้นการพัฒนาด้านการท่องเที่ยวในชุมชนมากยิ่งขึ้น

 

คำสำคัญ: การท่องเที่ยวชุมชน ศักยภาพ การพัฒนา

 Abstract

            The objectives of this research were 1) to study the tourism potentials of Nongjok community, Nongjok sub-district, Thayang district, Phetchaburi province, and 2) to study guidelines for the development of the tourism potentials of Nongjok community. The research applied qualitative and quantitative research methods, which were interviews with tourists, local population, government and academic groups, and private groups consisting of 40 people and collecting questionnaires from the Nongjok community, which sample size was 438 in order to find information on the tourism potentials of Nongjok district. The research results showed the potentials of tourism development in Nongjok community in 7 aspects which were: 1) tourism resources, 2) facilities, 3) accessibility, 4) activities, 5) accommodation, 6) tourism human resources, and 7) tourism promotion. The tourism potentials in every aspects were at a moderate level (= 3.26), when considering each aspect, it was found that there were 3 aspects with high level of opinions, which were folk wisdom that was unique and motivated to travel (=4.13), places and traditions that appealed to tourists (=4.01) and natural resources that could be produced as wisdom of the community (=3.84). The aspect of facilities and access was at a medium level (= 3.14). Those at a low level, were tourism resources (=2.99), tourism promotion (=2.44), activities (=2.39), and human resources for tourism (=2.34), respectively. The research results therefore initiated Nongjok tourism development plan to be as tourism potential development and answer objective 2. This aims to further stimulate the development of tourism in this community.

 

Keywords: Community tourism, Capacity, Development

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

3. การศึกษาแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมด้วยตนเอง กรณีศึกษา ชุมชนวัดเกาะ อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี
ณัฐวุฒิ สุวรรณช่าง

บทคัดย่อ

            การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาคู่มือท่องเที่ยวชุมชนวัดเกาะด้วยตนเอง 2) ศึกษาและรวบรวมองค์ความรู้ในแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมชุมชนวัดเกาะ และ 3) ประเมินผล  การนำไปใช้ได้จริงของคู่มือท่องเที่ยวชุมชนวัดเกาะด้วยตนเอง กลุ่มเป้าหมายในการวิจัย ประกอบด้วย กลุ่มที่หนึ่ง เป็นชาวบ้านในชุมชนวัดเกาะ ใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง เพื่อเก็บข้อมูลด้านโครงสร้างคู่มือท่องเที่ยวชุมชนวัดเกาะ กลุ่มที่สอง เป็นนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาเที่ยวชมในบริเวณชุมชนวัดเกาะ จำนวน 100 คน ใช้วิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบบังเอิญ เพื่อประเมินคุณภาพของคู่มือท่องเที่ยวชุมชนวัดเกาะด้วยตนเอง โดยใช้แบบประเมินคุณภาพคู่มือท่องเที่ยวชุมชนวัดเกาะด้วยตนเอง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ยและร้อยละ ส่วนข้อมูลในส่วนของประวัติ ความเป็นมาของวัดเกาะและโบราณสถานในชุมชนวัดเกาะที่ใช้นำมาสร้างคู่มือท่องเที่ยวรวบรวมใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์ แล้วนำเสนอด้วยวิธีการพรรณนาวิเคราะห์

ผลการวิจัย 1) คู่มือท่องเที่ยวชุมชนวัดเกาะด้วยตนเองที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นโดยการกำหนดโครงสร้างเนื้อหาจากการจัดประชุมร่วมกับชาวบ้านในชุมชน โดยใช้ชื่อคู่มือว่า “ไหว้พระ ไหว้เจ้า ย่านเก่า วัดเกาะ” ประกอบด้วยเนื้อหา 3 ส่วนหลัก ได้แก่ ส่วนที่ 1 “ไหว้พระ” นำเสนอเกี่ยวกับโบราณสถานในบริเวณวัดเกาะและวัดอื่นๆ ที่อยู่บริเวณโดยรอบชุมชนวัดเกาะ ส่วนที่ 2 “ไหว้เจ้า” นำเสนอเกี่ยวกับศาลเจ้าและโรงเจของชาวไทยเชื้อสายจีนในชุมชนวัดเกาะ ส่วนที่ 3 “ย่านเก่า” นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับวิถีชีวิต และสถานที่น่าสนใจในชุมชนวัดเกาะ 2) ในการศึกษาและรวบรวมองค์ความรู้ในแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมชุมชนวัดเกาะ ผู้วิจัยได้รวบรวมข้อมูลและจัดระเบียบข้อมูลเป็นหมวดหมู่ พบว่า ชุมชนวัดเกาะมีศักยภาพที่สามารถจะพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมได้ เนื่องจากความโดดเด่นด้านศิลปวัฒนธรรมและวิถีชีวิตอันเป็นเอกลักษณ์ ถือเป็นจุดแข็งที่สามารถนำมาเป็นจุดดึงดูดทางการท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี 3) ในการประเมินผลการนำไปใช้ได้จริงของคู่มือท่องเที่ยวชุมชนวัดเกาะด้วยตนเอง พบว่า ในภาพรวมมีความพึงพอใจในคู่มืออยู่ในระดับมากทุกด้าน (= 4.11) และความพึงพอใจในคู่มืออยู่ในระดับมากทุกข้อ โดยด้านที่พึงพอใจในระดับมากที่สุด ได้แก่ ด้านความถูกต้องและครอบคลุมของข้อมูลเนื้อหา (= 4.60)

 

คำสำคัญ: คู่มือท่องเที่ยว การศึกษาด้วยตนเอง การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ชุมชนวัดเกาะ จังหวัดเพชรบุรี

 Abstract

            The objectives of this research were to: 1) develop a self-guided tour book of Wat Koh community, 2) study and collect knowledge in Wat Koh community, and 3) evaluate practical use of a self-guided tour  book of the Wat Koh community. The research target groups consisted of 1) villagers in Wat Koh community using purposive sampling for collecting data on the structure of a self-guided tour book of the Wat Koh community, 2) 100 tourists who visited Wat Koh community using accidental sampling for evaluating practical use of a self-guided tour book. Data were analyzed by using mean and percentage. The information about the history of Wat Koh and archaeological sites in the Wat Koh community used to create a tour book was compiled by historical method and presented by analytical description.

The research results were as follows: 1) The researcher developed a self-guided tour book of Wat Koh community by defining the content structure from a meeting with villagers in the community. Its title was "Waiphra  Waichao Yankao Wat Koh". This book consisted of 3 parts: Part 1 “Waiphra” presented archaeological sites in the area of ​​Wat Koh and other temples around Wat Koh community, Part 2 “Waichao” presented the shrines located in Wat Koh community, Part 3 “Yankao Wat Koh” presented the way of life and tourist attractions in Wat Koh community. 2) To study and collect the knowledge in Wat Koh community, it was found that Wat Koh community had the potential to develop into the cultural tourism attraction. Due to its outstanding arts and cultures and the unique way of life regarded as a strong points that could be used as the tourist attraction, 3) To evaluate practical use of a self-guided tour book of Wat Koh community, it was found that all aspects were satisfied at a high level (= 4.11). The aspect that had the highest level was accuracy and comprehensiveness of the content (= 4.60)

 

Keywords: Self-guided study, Self-guided tour book, Cultural tourism, Wat Koh community

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

4. ยุทธศาสตร์การถ่ายทอดศิลปะปูนปั้นสกุลช่างเมืองเพชรของ วัดชีว์ประเสริฐ อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี
พระครูใบฎีกาสมบุญ สจฺจวโร / กอบกุล วิศิษฏ์สรศักดิ์ / มยุรี วัดแก้ว

บทคัดย่อ

             การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างยุทธศาสตร์การถ่ายทอดศิลปะปูนปั้นสกุลช่างเมืองเพชรของวัดชีว์ประเสริฐ ด้วยการสร้างชุดฝึกอบรมที่มีประสิทธิภาพ 80/80 2) ทดลองและประเมินยุทธศาสตร์การถ่ายทอดศิลปะปูนปั้นสกุลช่างเมืองเพชรของวัดชีว์ประเสริฐด้วยชุดฝึกอบรมแก่เยาวชนในจังหวัดเพชรบุรี 3) ศึกษาข้อเสนอเชิงนโยบายการถ่ายทอดศิลปะปูนปั้นสกุลช่างเมืองเพชรของวัดชีว์ประเสริฐ กลุ่มเป้าหมาย คือ เยาวชนในจังหวัดเพชรบุรี จำนวน 30 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ ชุดฝึกอบรมการถ่ายทอดศิลปะปูนปั้นสกุลช่างเมืองเพชรของวัดชีว์ประเสริฐ อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี แบบทดสอบวัดความรู้ แบบสอบถามเพื่อวัดเจตคติ แบบสังเกตทักษะการปั้นปูน และแบบสัมภาษณ์ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายจากผู้เกี่ยวข้อง จำนวน 11 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบที และการวิเคราะห์เนื้อหา

ผลการวิจัย พบว่า 1) ยุทธศาสตร์การถ่ายทอดศิลปะปูนปั้นสกุลช่างเมืองเพชรของวัดชีว์ประเสริฐ ด้วยชุดฝึกอบรมที่สร้างขึ้นจากการวิจัยนี้มีประสิทธิภาพ 81.50/82.00 2) เยาวชนที่ได้รับการอบรมด้วยชุดฝึกอบรมนี้มีผลการเปรียบเทียบ ความรู้ เจตคติ และทักษะหลังเข้ารับการฝึกอบรมสูงกว่าก่อนเข้ารับการฝึกอบรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3) ข้อเสนอเชิงนโยบายในการถ่ายทอดศิลปะปูนปั้นสกุลช่างเมืองเพชรของวัดชีว์ประเสริฐ ได้แก่ การกำหนดให้มีการบรรจุเป็นหลักสูตรในสถานศึกษาให้เยาวชนศึกษาเรียนรู้ เข้าใจและลงมือปฏิบัติได้จริง ส่วนการเรียนรู้เพื่อให้เป็นอาชีพต้องเป็นผู้มีใจรักมุ่งมั่น อดทน ฝึกฝนตนเองเพื่อสร้างสรรค์งานปูนปั้นให้ปรากฎ และควรมีการจัดแสดงและสาธิตงานศิลปะปูนปั้นร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งในท้องถิ่นและระดับชาติอย่างต่อเนื่อง

 

คำสำคัญ: การถ่ายทอด  ศิลปะปูนปั้นสกุลช่างเมืองเพชร  วัดชีว์ประเสริฐ

 Abstract

             The objectives of this research were to: 1) create strategy for transferring stucco art of Mueang Phetch craftsman at Wat Cheeprasert by developing a training package to meet the efficiency level of 80/80, 2) try out and evaluate strategy for transferring stucco art of Mueang Phetch craftsman at Wat Cheeprasert using a training package with the youths in Phetchaburi Province, and 3) study the policy proposal for transferring the stucco art at Wat Cheeprasert. The target group consisted of 30 youths in Phetchaburi Province, selected by using a purposive sampling method. The instruments used for data collection were the training package of strategy for transferring the stucco art of Mueang Phetch craftsman at Wat Cheeprasert, a knowledge test paper, a questionnaire for attitude assessment, a form for observing skills on stucco creation, and an interview form concerned with policy proposed from the 11 informants. The data were analyzed by computing percentage, mean, and standard deviation, and t–test while the qualitative data were analyzed with content analysis.

The research results revealed that: 1) The efficiency level (E1/E2) of the training package for transferring stucco art of Mueang Phetch craftsman of Wat Cheeprasert was at 81.50/82.00. 2) The youths who were trained with the constructed training package gained knowledge, attitude, and skills higher than before the training significantly at the 0.01 level. 3) The proposal policy for transferring the stucco art of Mueang Phetch craftsman at Wat Cheeprasert was that the training should be put as a school curriculum so that the youths could learn, understand, and do real hands-on practice, whereas learning them for a living career required their inspiration, termination, perseverance, and self-training and development of art professional manifest. Also, there should be exhibitions and displays of Mueang Phetch craftsmanship stucco art in various organizations, both local and national levels continuously.

 

Keywords: Transferring, Stucco art of Mueang Phetch craftsman, Wat Cheeprasert

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

5. การจัดทำแผนที่แหล่งสารสนเทศท้องถิ่นในตำบลแม่กา อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา
พรพรรณ จันทร์แดง

บทคัดย่อ

              การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสำรวจแหล่งสารสนเทศท้องถิ่นที่สำคัญ 2) เพื่อจำแนกประเภทของแหล่งสารสนเทศท้องถิ่น และ 3) เพื่อจัดทำแผนที่แหล่งสารสนเทศท้องถิ่นในตำบลแม่กา อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา วิธีดำเนินการวิจัยใช้วิธีการวิจัยเชิงสำรวจประกอบด้วยการศึกษาข้อมูลสารสนเทศจากแหล่งข้อมูลทุติยภูมิและข้อมูลปฐมภูมิ หลังจากนั้นสร้างระบบฐานข้อมูลวัด/องค์กรโดยใช้โปรแกรมจัดการฐานข้อมูล MySQL และใช้ภาษา PHP เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลและบันทึกข้อมูลในโปรแกรมสร้างฐานข้อมูล โดยนำข้อมูลที่จัดเก็บได้มาตรวจสอบและวิเคราะห์ข้อมูล จากนั้นประยุกต์ใช้ Google Maps ปักหมุดแหล่งสารสนเทศ ใช้โปรแกรม Adobe Photoshop จัดทำแผนที่แหล่งสารสนเทศท้องถิ่น ผลการศึกษาพบว่าแหล่งสารสนเทศสถาบันในตำบลแม่กามีจำนวนทั้งหมด 30 แห่ง แบ่งออกเป็นกลุ่มวัด 9 แห่ง กลุ่มโบสถ์ (church)  2 แห่ง กลุ่มการศึกษา 9 แห่ง กลุ่มการรักษาพยาบาล 2 แห่ง กลุ่มการเกษตร 3 แห่ง กลุ่มช่างฝีมือ 2 หน่วยงาน หน่วยงานราชการ 1 แห่ง คือเทศบาลตำบลแม่กา แหล่งสารสนเทศอื่น ๆ 2 แห่ง คือแหล่งโบราณคดีเตาเผาเวียงบัวและอนุสาวรีย์ผู้เสียสละร้อยเอกฮันส์ มาร์กวอร์ด เจนเซน (Hans Marqvard Jensen หรือ Hans Markward Jensen) ส่วนแหล่งสารสนเทศสื่อมวลชนในเขตตำบลแม่กามีเพียงแห่งเดียวคือสถานีวิทยุกองทัพภาคที่ 3 จังหวัดพะเยา นอกจากนี้ยังมีแหล่งสารสนเทศบุคคลแบ่งออกเป็นพระภิกษุสงฆ์จำนวน 2 รูปและบุคคลทั่วไปจำนวน 3 คน

 

คำสำคัญ: แหล่งสารสนเทศท้องถิ่น สารสนเทศท้องถิ่น ข้อมูลท้องถิ่น แผนที่แหล่งสารสนเทศท้องถิ่น

 Abstract

             The purposes of this research were 1) to survey local information sources, 2) to classify the local Information sources, and 3) to develop map of local information sources in Maeka Subdistrict, Muang District, Phayao Province. This was a survey research by studying secondary and primary sources. The database system was created by MySQL database management system and PHP language as to manage the data of temples and organizations. Data collections and records were done in the database management system. The collected data were rechecked and analyzed. The program namely Google Maps was applied to pin the information sources and Adobe Photoshop program was used to develop mapping.

The study revealed that there were 30 institutional information sources in Maeka Subdistrict, consisting of 9 temples, 2 churches, 9 educational institutions, 2 health promoting hospitals, 3 agricultural organizations, 2 handcraft centers, 1 government agency  which was Maeka Municipality, and 2 other information sources  were archaeological sites, namely Wieng Bua kilns and monument of Captain Hans Marqvard Jensen or Hans Markward Jensen. The only information source about mass media was the Royal Thai Army Radio Region 3, Phayao Province. In addition, there were 5 sources of person information  consisting of 2 monks and 3 laymen.

 

Keywords: Local information sources, Local information, Local Data, Local information map

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

6. การธำรงอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว ชุมชนกะเหรี่ยงบ้านยางน้ำกลัดใต้ อำเภอหนองหญ้าปล้อง จังหวัดเพชรบุรี
ธีรศักดิ์ สุขสันติกมล 

บทคัดย่อ

          การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาพัฒนาการความเป็นมาของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงบ้านยางน้ำกลัดใต้ 2) ศึกษาศักยภาพของชุมชนและแหล่งท่องเที่ยวที่สามารถส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนยางน้ำกลัดใต้ และ 3) ส่งเสริมกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการท่องเที่ยวที่เสริมสร้างการธำรงอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมสู่การกำหนดแนวทางส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนยางน้ำกลัดใต้ อำเภอหนองหญ้าปล้อง จังหวัดเพชรบุรี ใช้ระเบียบวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพเป็นหลัก ใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก การประชุมกลุ่มย่อย การสังเกตการณ์อย่างมีส่วนร่วม และการจดบันทึกภาคสนาม โดยใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา

ผลการวิจัย สรุปเป็น 5 ประเด็นดังนี้ 1) ชุมชนยางน้ำกลัดใต้ เป็นชุมชนที่มีขนาดไม่ใหญ่มากนัก กลุ่มชนแรกๆ ที่เข้ามาอาศัย คือ กลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง โดยมีวัฒนธรรมที่สามารถสะท้อนอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์กะเหรี่ยงได้ชัดเจน 2) มีทรัพยากรการท่องเที่ยวและแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สำคัญ คือ แม่น้ำจากห้วยแม่ประจันต์ และที่มนุษย์สร้างขึ้น คือ ลานวัฒนธรรมกะเหรี่ยง บ้านกะเหรี่ยงจำลอง สถูปเจดีย์ และศูนย์กะเหรี่ยงศึกษา 3) ศักยภาพชุมชนที่เป็นจุดแข็ง  คือ ความเข้มแข็งของผู้นำชุมชน ความร่วมมือของคนในชุมชน และวัฒนธรรมเฉพาะท้องถิ่น  ส่วนจุดอ่อน คือ การบริหารจัดการในรูปของกลุ่ม และรูปแบบสินค้าทางวัฒนธรรม 4) กระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนในการธำรงอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมสู่การท่องเที่ยวชุมชน คือ การค้นหาปัญหา วิเคราะห์สาเหตุ พิจารณาแนวทางแก้ไข ดำเนินงานตามแผน และประเมินผล 5) แนวทางการส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนภายใต้อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม มีแนวปฏิบัติ คือ ฟื้นฟูสินทรัพย์ทางวัฒนธรรม เพิ่มกระบวนการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน สร้างความร่วมมือกับองค์กรธุรกิจด้านการท่องเที่ยว และการนำวัฒนธรรมสู่การตลาดเชิงรุก

 

คำสำคัญ: กลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง  อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม  การท่องเที่ยวชุมชน

 Abstract

            This research aimed to 1) study the history of Karen ethnic group at Yang Nam Klat Tai community, 2) study the potential of communities and tourist attractions that could promote Yang Nam Klat Tai community tourism , and 3) promote the process of community participation in tourism management that encouraged the preservation of cultural identity to establish guidelines for promoting community-based tourism at Yang Nam Klat Tai community, Nong Ya Plong district, Phetchaburi province by using  qualitative research methods. The data were collected by in-depth interviews, focus group discussion, field notes and participant observation in ethnographic studies by using content analysis.

The research findings were summarized into 5 issues. Firstly, Yang Nam Klat Tai community was not large, the first group of people migrated to the village was the Karen ethnic groups. Secondly, there was important tourism resources and natural attractions, the river from Huai Mae Prachan and the man-made fields were the Karen culture courtyard, the Karen replica house, Stupa pagoda, and the Karen study center. Thirdly, the strength of community potentials was the strength of the community leaders, community cooperation, and identity of local culture. The weakness was groups management and cultural product. Fourthly, the process of community participation in preserving cultural identity to community tourism was problem searching, causes analyzing, solutions considering, implementation, and evaluation. Lastly, guidelines for promoting community tourism under cultural identity were restoring cultural assets, increasing the participation process of people in the community, making cooperation with tourism business organizations and bringing culture to proactive marketing.

Keywords  Karen ethnic group, Cultural identity, Community-based tourism

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

7. แนวทางการพัฒนาทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ของครูโรงเรียนเครือข่ายฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1
พจนีย์ มั่งคั่ง / กัญภร เอี่ยมพญา

บทคัดย่อ

                การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ของครูโรงเรียนเครือข่ายฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู 2) ปัญหาและแนวทางแก้ไขเกี่ยวกับทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ของครู และ 3) แนวทางการพัฒนาทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ของครูกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครู โรงเรียนเครือข่ายฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู ปีการศึกษา 2561 จำนวน 263 คน และผู้ทรงคุณวุฒิ ที่มีประสบการณ์เกี่ยวกับทักษะการจัดการเรียนรู้ จำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์การสนทนากลุ่ม และวิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า 1) ทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ของครูมีค่าเฉลี่ยโดยรวม และรายด้านอยู่ในระดับมาก 2) ปัญหาเกี่ยวกับทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ของครู ได้แก่ ทักษะความคิดสร้างสรรค์ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบใหม่ๆ ทักษะการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ การวางแผน ออกแบบนวัตกรรมที่เหมาะสมกับการจัดการเรียนรู้ในยุคปัจจุบัน ความเพียงพอและความทันสมัยของสื่ออุปกรณ์ทางเทคโนโลยีเพื่อการจัดการเรียนรู้ และภาระงานอื่นค่อนข้างมาก แนวทางแก้ไข ได้แก่ จัดอบรมการใช้เทคโนโลยี นวัตกรรมที่ทันสมัย จัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ให้ครูเสนอผลงานนวัตกรรมสร้างสรรค์ สัมมนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ชุมชนแห่งการเรียนรู้วิชาชีพ (PLC) จัดหาคอมพิวเตอร์ให้เพียงพอ ทันสมัย จัดลำดับความสำคัญการทำงานให้ชัดเจน เหมาะสม 3) แนวทางการพัฒนาทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ของครู ได้แก่ การพัฒนาวิธีการจัดการเรียนรู้แบบใหม่ๆ ส่งเสริมให้ครูปฏิบัติงาน เชิงนวัตกรรม เชิงระบบ สนับสนุนครูใช้เทคนิคการสอนที่หลากหลายและสร้างสรรค์ นำสื่อ นวัตกรรม มาใช้ในการจัดการเรียนรู้ จัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้การผลิตสื่อ นวัตกรรม และเสนอผลงานนวัตกรรมที่สร้างสรรค์ พัฒนาครูเกี่ยวกับการสนทนา การเขียน และการสื่อสารอื่นๆ อย่างหลากหลาย ควรส่งเสริมให้ครูใช้ช่องทางการสื่อสารต่างๆ เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน การแก้ไขปัญหาตลอดจนการสื่อสารระหว่างโรงเรียนกับผู้ปกครอง ควรส่งเสริมการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนรู้ทุกระดับชั้นและทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ จัดหาสื่อเทคโนโลยีตามความเหมาะสมและเพียงพอ ควรพัฒนาคุณภาพครู ให้มีความรู้ ความสามารถ มีความเจริญก้าวหน้าในวิชาชีพ มีมาตรฐานทัดเทียมกับนานาประเทศ

 

คำสำคัญ: ทักษะการเรียนรู้ของครู, ศตวรรษที่ 21, แนวทางการพัฒนาทักษะการเรียนรู้

 Abstract

              The purposes of this research were 1) to study level of learning skills in the 21st century of teachers, 2) to study problems and solutions regarding learning skills in the 21st century of teachers, and 3) guidelines to develop learning skills in the 21st century of teachers. The samples were 263 teachers of professional teacher training network schools and 5 people who had experience in developing learning skills. Questionnaires and interview forms for group discussion were used as the tools of the research. The statistics for data analysis were frequency, percentage, and content analysis. The research results were as follows: 1) The learning skills in the 21st century of teachers as a whole and in each aspect were at a high ranking. 2) The problems with learning skills in the 21st century of teachers were creative skills in organizing new learning activities; skills in using information technology; planning and designing  innovations that were suitable for learning management at present; adequacy and modernization of technological media equipment for learning management and lots of other workloads. The solutions were training the use of innovation and technology, organizing a learning exchange platform for teachers to present creative innovation, conducting seminar forum of professional learning community (PLC), providing sufficient and modern computers, and also prioritizing works clearly and appropriately. 3) Guidelines to develop learning skills in the 21st century of teachers were as follows: improve teachers regarding new learning methods; promote teachers to work with system-oriented innovation; should encourage teachers to use various and creative teaching techniques and use innovative media for learning management; arrange a stage to exchange ideas about the production of media, innovation, and propose creative innovations; improve teachers in various aspects when it comes to conversation, writing and other communication; should encourage teachers to use various communication channels to exchange experiences and troubleshooting as well as communication between schools and parents; should promote the application of information technology in the learning management at all levels and all learning strand group; provide technology media as appropriate and adequate; should develop teachers' quality to have knowledge, competence, and progress in the profession according to international standards.

 

Keywords:  Learning skills of teachers,  The 21st century, Guidelines to develop learning skills

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

8. การจัดการความรู้ของโรงเรียนในตำบลสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี
กิ่งแก้ว ประเทืองผล / มัทนา วังถนอมศักดิ์

บทคัดย่อ

              การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) การจัดการความรู้ของโรงเรียนในตำบลสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี 2) แนวทางการพัฒนาการจัดการความรู้ของโรงเรียนในตำบลสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ โรงเรียนในตำบลสวนผึ้งจังหวัดราชบุรีจำนวน 5 แห่ง กำหนดผู้ให้ข้อมูลโรงเรียนละ 6 คน ประกอบด้วย ผู้อำนวยการสถานศึกษา 1 คน หัวหน้าฝ่ายวิชาการและรองหัวหน้าฝ่ายวิชาการ 2 คน และครู 3 คน รวมผู้ให้ข้อมูล 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้างเกี่ยวกับการจัดการความรู้ของโรงเรียน ตามแนวคิดของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่ามัชฌิมเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา

ผลการวิจัยพบว่า

  1. การจัดการความรู้ของโรงเรียนในตำบลสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับค่ามัชฌิมเลขคณิตจากมากไปหาน้อยได้ดังนี้ การเรียนรู้ การแบ่งปันแลกเปลี่ยนความรู้ การจัดการความรู้ให้เป็นระบบ การสร้างและแสวงหาความรู้ การเข้าถึงความรู้ การประมวลและกลั่นกรองความรู้ การบ่งชี้ความรู้
  2. สำหรับแนวทางการพัฒนาการจัดการความรู้ของโรงเรียนในตำบลสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี พบว่า ควรพัฒนาในด้านการบ่งชี้ความรู้ ได้แก่ การพัฒนาการวิเคราะห์แหล่งความรู้ที่มีอยู่ภายในและภายนอกโรงเรียน โดยการบันทึกลายลักษณ์อักษร และการมีส่วนร่วมในการวิเคราะห์ความรู้โดยการประชุมหารือเกี่ยวกับสภาพปัญหาปัจจุบัน

คำสำคัญ: การจัดการความรู้ แนวทางการพัฒนา

 Abstract

           The purposes of this research were to study 1) knowledge management in Suanphung Sub-district schools of Ratchaburi province, 2) development guidelines for knowledge management in Suanphung Sub-district schools of Ratchaburi province. The population in this research were 5 schools in Suanphung Sub-district. There were 30 respondents, 6 respondents from each school, comprised of 1 school administrator, 2 heads or deputy heads of academic affairs, and 3 teachers. The research instruments were questionnaire and structured interview concerning knowledge management according to the concept of Office of the Public Sector Development Commission. The statistical used to analyze the data were frequency, percentage, arithmetic mean, standard deviation and content analysis.

The findings of this research were as follows :

  1. Knowledge management in Suanphung Sub-district Schools of Ratchaburi province, was at a high level. Ranking from the highest to the lowest mean as follow: learning, knowledge sharing, knowledge organization, knowledge creation and acquisition, knowledge access, knowledge codification and refinement, and knowledge identification.
  2. For development guidelines of knowledge management in Suanphung Sub-district schools of Ratchaburi province, knowledge identification should be developed including the development of an analysis of existing sources of knowledge within and outside the schools by written record, and participation in the analysis of knowledge by discussing the current problem.

 

Keywords: Knowledge management,  Development guidelines

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

9. การจัดการความรู้งานศิลปกรรมไทยสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ในวัดเทวสังฆารามเพื่อการจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมท้องถิ่นสำหรับนักศึกษาครูสังคมศึกษา
ปรัชญา เหลืองแดง 

บทคัดย่อ

                การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) จัดการความรู้งานศิลปกรรมไทยสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นในวัดเทวสังฆาราม 2) เสนอแนวทางการใช้องค์ความรู้งานศิลปกรรมไทยสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นในวัดเทวสังฆารามในการจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมท้องถิ่นสำหรับนักศึกษาครูสังคมศึกษา ผู้วิจัยใช้วิธีการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการรวบรวมข้อมูลจากเอกสาร และการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลหลัก จำนวน 5 คน ใช้วิธีการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา และการวิเคราะห์แบบอุปนัย ผลการวิจัยมีดังนี้ 1) การจัดความรู้งานศิลปกรรมไทยสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นในวัดเทวสังฆาราม พบว่า วัดแห่งนี้สร้างขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น โดยปรากฏหลักฐานลายลักษณ์อักษรตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว และเริ่มชัดเจนขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หลักฐานทางศิลปกรรมที่ปรากฏ ภายในวัดส่วนใหญ่ มีรูปแบบและรายละเอียดที่บ่งบอกถึงอิทธิพลงานศิลปกรรมจากกรุงเทพฯ ช่วงประมาณรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว 2) แนวทางการใช้องค์ความรู้งานศิลปกรรมไทยสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นในวัดเทวสังฆารามในการจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมท้องถิ่นสำหรับนักศึกษาครูสังคมศึกษา มี 3 แนวทาง คือ 1) การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมการพัฒนาต่อยอดองค์ความรู้ทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่มีอยู่ให้เป็นผลงานสร้างสรรค์หรือองค์ความรู้ใหม่ เชิงสาระทางสังคมศึกษา และการจัด การเรียนรู้สังคมศึกษา 2) การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงผู้เรียนกับท้องถิ่น ในมิติของประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม เพื่อให้ผู้เรียนรับรู้ถึงคุณค่าและความสำคัญของท้องถิ่น และ 3) การนำองค์ความรู้ด้านประวัติศาสตร์ และมรดกศิลปวัฒนธรรมในท้องถิ่น มาจัดเป็นกิจกรรมเสริมการเรียนรู้ในรายวิชาที่เกี่ยวข้อง หรือโครงการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม

 

คำสำคัญ: การจัดการความรู้ งานศิลปกรรม วัดเทวสังฆาราม การจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมท้องถิ่น

 Abstract

             The purposes of this research aimed to 1) manage the knowledge of Thai art in Early Rattanakosin Period at Wat Thewa Sangkharam, 2) propose guidelines for using knowledge about Thai art in Early Rattanakosin Period at Wat Thewa Sangkharam about local history and culture learning management for social studies teacher students.The author collected the qualitative data using information from interviewing the professional and analyzed the information by content analysis. The results of the research found that: 1) The knowledge management of Thai art in early Rattanakosin period at Wat Thewa Sangkharam showed that this temple was built in early Rattanakosin period by written sources from King Nangklao of Siam. It was more obvious at King Chulalongkorn of Siam by the evidence of showing the art sources. Almost art in the temple was the forms and details that identified the influence of the art from Bangkok between King Mongkut to King Chulalongkorn of Siam period. 2) The guidelines using knowledge about Thai art in early Rattanakosin period at Wat Thewa Sangkharam about history and local culture learning management for social studies teacher students had 3 approaches: 1) activity learning management that supported the knowledge of history and culture to be creative work or new knowledge of  the learning area of social studies and social studies learning management, 2) learning activity that conformed to students and local in history and culture dimension, so that students knew the value and the importance of the local area, and 3) using the knowledge of history and cultural heritage in the local area to enhance learning activity with other subjects relevant or art and culture conversation  project.

 

Keywords: Knowledge management, Wat Thewa Sangkhara, Local history and culture learning management

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

10. การพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น เรื่อง การทำนาเกลือสมุทรที่อำเภอบ้านแหลม ของโรงเรียนวัดจันทราวาส (ศุขประสารราษฎร์) จังหวัดเพชรบุรี โดยใช้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม
จรรยา จิตมีธรรมเลิศ / อภิชาติ เลนะนันท์

บทคัดย่อ

               งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาองค์ความรู้ท้องถิ่น เรื่องการทำนาเกลือสมุทรที่อำเภอบ้านแหลม 2) พัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น เรื่อง การทำนาเกลือสมุทรที่อำเภอบ้านแหลมของโรงเรียนวัดจันทราวาส (ศุขประสารราษฎร์) จังหวัดเพชรบุรี โดยใช้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม กลุ่มเป้าหมายได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาจำนวน 1 คน คณะครู จำนวน 72 คน คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน 1 คน ผู้รู้ในท้องถิ่นจำนวน 8 คน ผู้ปกครองนักเรียน จำนวน 1 คน นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 35 คน รวมทั้งสิ้น 118 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ แบบสอบถาม แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา

ผลการวิจัยพบว่า

  1. องค์ความรู้เรื่อง การทำนาเกลือสมุทรที่อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี คือ 1) บริบทอำเภอบ้านแหลม เป็นพื้นที่ราบกว้างติดชายฝั่งทะเล พื้นที่เป็นดินเหนียวอุ้มน้ำได้ดี 2) การทำนาเกลือสมุทรมีความเป็นมาและขั้นตอนการทำนาโดยการใช้ภูมิปัญญาไทย 3) ลักษณะและผลผลิตที่ได้จากการทำนาเกลือสมุทร คือ เกลือแกง และดอกเกลือ 4) ผลิตภัณฑ์จากเกลือสมุทรของอำเภอบ้านแหลม ได้แก่ ดอกเกลือสปา เกลือขัดผิวสมุนไพร สบู่ดอกเกลือและ 5) แนวทางการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นในการทำนาเกลือสมุทรที่อำเภอบ้านแหลม ได้แก่ การรสร้างความรู้สู่ชุมชน และส่งเสริมการท่องเที่ยวที่สะท้อนถึงวิถีชีวิตของการทำนาเกลือสมุทร
  2. การพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น เรื่อง การทำนาเกลือสมุทรที่อำเภอบ้านแหลมของโรงเรียน วัดจันทราวาส (ศุขประสารราษฎร์) จังหวัดเพชรบุรี ประกอบด้วย โครงสร้างหลักสูตร สาระการเรียนรู้ท้องถิ่น หน่วยการเรียนรู้และแผนการจัดการเรียนรู้ ผลการทดลองใช้หลักสูตร นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน คิดเป็นร้อยละ 29.89 ผลการประเมินหลักสูตรพบว่าหลักสูตรท้องถิ่นมีประสิทธิภาพเป็นไปตามหลักการและจุดมุ่งหมายที่กำหนดไว้

 

คำสำคัญ: หลักสูตรท้องถิ่น  วิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม  การทำนาเกลือสมุทร

 Abstract

            The objectives of this research were to: 1) study the local knowledge about the sea salt farming in Ban Laem district, 2) develop the local curriculum on the sea salt farming in Ban Laem district of Watjuntrawat (Sukprasarnrat)school in Phetchaburi Province by using participatory action research. The target group was 118 participants, consisting of 1 school administrator, 72 teachers, 1 person from the Office of the Basic Education Commission, 8 local knowledgeable people, 1 student’s parent, and 35 students from Mathayom 5. The research instruments were an interview, questionnaires, and an achievement test. The statistics used for data analysis were percentage, means, standard deviation. The qualitative data were analyzed using content analysis.

The results of this study showed that:

  1. Knowledge about sea salt farming in Ban Laem district, Phetchaburi Province includes: 1) the context of the Ban Laem district was a wide area on the coast. The area was mainly clay that could absorb water well, 2) sea salt farming had a history and a process of farming by using Thai wisdom, 3) characteristics and products from sea salt farming were table salt and flower of salt, 4) products from sea salt of Ban Laem district were salt flower spa, herbal scrub salt, salt flower soap, and 5) guidelines for preserving local knowledge in the sea salt farming in Ban Laem district were creating knowledge to the community and promoting tourism that reflects the lifestyle of the salt farming.
  2. Development of local curriculum on sea salt farming in Ban Laem district of Watjuntrawat (Sukprasarnrat) School, Phetchaburi Province consisted of the curriculum structure, local knowledge, learning unit, and learning management plans. The result from using the curriculum indicated that students had higher learning achievement than before learning with approximately 29.89 percent. For the curriculum evaluation, it was found that the local curriculum was effective in accordance with the defined principles and objectives.

 

Keywords: Development of local curriculum, Participatory action research, Sea salt farming

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

11. การพัฒนาบทเรียนออนไลน์เพื่อพัฒนาความสามารถใน การเขียนแผนการจัดการเรียนรู้สังคมศึกษาของนักศึกษา สาขาวิชาสังคมศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี
รุ่งอรุณ ปิยะฤทธิ์

บทคัดย่อ

              การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อสร้างบทเรียนออนไลน์เพื่อพัฒนาความสามารถในการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้สังคมศึกษา และ 2) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้สังคมศึกษาก่อนและหลังใช้บทเรียนออนไลน์ ประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ นักศึกษาสาขาวิชาสังคมศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี ที่กำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2561 จำนวน 35 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ มคอ.3 รายวิชาการจัดการเรียนรู้สังคมศึกษา บทเรียนออนไลน์ เรื่อง การเขียนแผนการจัดการเรียนรู้สังคมศึกษา และแบบประเมินความสามารถในการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t-test)

ผลการวิจัยพบว่า บทเรียนออนไลน์มีประสิทธิภาพ 81.20/84.33 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ ที่กำหนดไว้ 80/80 และผลการประเมินความสามารถในการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้สังคมศึกษาของนักศึกษาสาขาวิชาสังคมศึกษา หลังใช้บทเรียนออนไลน์สูงกว่าก่อนใช้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05

 

คำสำคัญ: บทเรียนออนไลน์ แผนการจัดการเรียนรู้สังคมศึกษา ความสามารถในการเขียนแผน การจัดการเรียนรู้

 Abstract

            The purposes of this research were: 1) to develop E-Learning lessons to improve the ability to write a social studies learning plan, and 2) to compare the abilities of writing social studies lesson plans before and after using E-Learning lessons. The population was 35 social studies students in the 4th year, Humanities and Social Sciences, Phetchaburi Rajabhat University, during the first semester of academic 2018. The research instruments were course specification in social studies (TQF3), social studies learning management course, E-Learning for writing social studies lesson plans, and an assessment form for the ability to write a lesson plan. Data were analyzed by using mean, standard deviation, and T-test.

The research results were found that the efficiency of E-Learning lessons was 81.20/84.33 which was higher than the 80/80 criterion and the ability to write social studies lesson plans of social studies students after being taught by using online lessons was significantly higher than before at the 0.05 level.

 

Keywords: E-Learning lessons, Social studies lesson plans, Ability to write a lesson plan

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

12. การประเมินความพร้อมที่เอื้อต่อผู้เรียนวัยผู้ใหญ่เพื่อส่งเสริม การเรียนรู้ด้วยการชี้นำตนเอง
นันทวัฒน์ ภัทรกรนันท์

บทคัดย่อ

             การประเมินความพร้อมที่เอื้อต่อผู้เรียนวัยผู้ใหญ่ จะต้องคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลเป็นสำคัญ เนื่องจากวัยผู้ใหญ่แต่ละคนมีประสบการณ์ที่แตกต่างกันออกไป ใช้แบบสัมภาษณ์มาเป็นเครื่องมือในการประเมินโดยการนำประเด็นในแบบสัมภาษณ์มาสนทนากับวัยผู้ใหญ่ด้วยความเป็นกันเอง การประเมินความพร้อมที่เอื้อต่อผู้เรียนวัยผู้ใหญ่เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยการชี้นำตนเอง เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่วัยผู้ใหญ่ได้ศึกษา วางแผน และสร้างเป้าหมายการเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างชัดเจน เครื่องมือที่ใช้ประเมินความพร้อมในวัยผู้ใหญ่ ได้แก่ แบบวัดระดับความพร้อมในการเรียนรู้ด้วยการชี้นำตนเอง (SDLR) เมื่อประเมินผลความพร้อมในวัยผู้ใหญ่แล้ว พบว่า ผู้ใหญ่มีความพร้อมในการเรียนรู้ ผู้สอนจะต้องส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยการชี้นำตนเองเพื่อพัฒนาผู้ใหญ่ให้มีศักยภาพมากขึ้น ซึ่งในการส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยการชี้นำตนเองของผู้ใหญ่ให้มีประสิทธิภาพนั้น ผู้ใหญ่จะต้องมีความรับผิดชอบ มีเป้าหมาย มีรูปแบบการเรียนรู้ที่ชัดเจนสอดคล้องกับความต้องการในการเรียนรู้ของตนเอง

 

คำสำคัญ:  การประเมินความพร้อม การเรียนรู้ด้วยการชี้นำตนเอง วัยผู้ใหญ่

 Abstract

             Assessing the readiness of adult learners, it was important to consider the individual difference because each adult has a different experience. The interview questionnaire was used as an assessment tool by discussing the issues in the interview with the adults in a friendly manner. Readiness assessments to assist adult learners for self-directed learning promotion was a learning process, in which the adult had studied, planned and created self-learning goals clearing. The tool used to assess adult readiness was Self-Directed Learning Readiness (SDLR). After assessing readiness in the elderly, it was found that adults were available for learning. Teachers had to promote self-directed learning in order to develop adults to their potential. Adults had to be responsible, purposeful, and had a clear learning style consistent with their own learning needs.

 

Keyword: Assessing the readiness, Self-directed learning, Adult

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

13. การบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในการพัฒนาท้องถิ่น ด้วยการจัดการศึกษาตลอดชีวิต
นิภา เพชรสม

บทคัดย่อ

              การศึกษาตลอดชีวิต เป็นการศึกษาที่เกิดจากการผสมผสานระหว่างการศึกษาในระบบการศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย วัตถุประสงค์เพื่อให้คนทุกช่วงวัยชีวิตได้รับการพัฒนาให้มีความรู้ ทักษะอาชีพ ทักษะชีวิต และทักษะการทำงานที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน ส่งเสริมบุคคลให้มีคุณธรรม จริยธรรม มีจิตสาธารณะ และสามารถปรับตัวอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้ การบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในการพัฒนาท้องถิ่น เป็นนวัตกรรมทางการบริหารที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีนโยบายให้โรงเรียนในสังกัด ซึ่งมีความพร้อมในด้านทรัพยากร บุคลากร สื่อวัสดุ อุปกรณ์ เป็นฐานในการขับเคลื่อนการศึกษาตลอดชีวิตไปสู่ประชาชนในท้องถิ่น โดยให้โรงเรียนมีอิสระในการบริหารการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานซึ่งประกอบด้วย ประชาชนทุกภาคส่วน เข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารโรงเรียน เพื่อให้คนในท้องถิ่นสามารถนำความรู้ไปใช้ประกอบอาชีพและพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น ทำให้ท้องถิ่นเกิดความเข้มแข็ง ส่งผลให้สังคมและประเทศชาติมีความมั่นคงยิ่งขึ้น

 

คำสำคัญ: การบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน  การพัฒนาท้องถิ่น  การศึกษาตลอดชีวิต

 Abstract

               Lifelong education is a study of the combination of formal education, non formal and informal education.  Its objectives are encouraging people of all ages to develop themselves to have knowledge, professional skills, life skills and work skills that conform with the needs of labor markets, supporting people to have morality, ethics, public mind and to adjust themselves for living with others in society. School-based management for local development is an administrative innovation in which local government organizations have policies for schools under their readiness in terms of resources, personnel, media, materials used as a base for driving lifelong education to local people.  The schools are independent in the administration of formal education, non-formal and informal education.  The basic school commission, which consists of people from all sections in the district, is involved in school administration. Local people can use their knowledge to pursue career, and improve their quality of life.  Local is stronger resulting in a more stable society and nation.

Keywords:  School-based Management, Local development, Lifelong education

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

14. การดำเนินงานในเครือข่ายธุรกิจเสื้อผ้ามือสอง
วิโรจน์ เจษฎาลักษณ์ / ณัฐฌา ปักกัง

บทคัดย่อ

            การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ข้อมูลทั่วไปของธุรกิจเสื้อผ้ามือสอง 2) การดำเนินงานในเครือข่ายธุรกิจเสื้อผ้ามือสอง การวิจัยครั้งนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มผู้ให้ข้อมูลเป็นผู้ประกอบธุรกิจเสื้อผ้ามือสอง คือ ผู้นำเข้า ผู้ค้าส่ง ผู้ค้าปลีกรายย่อย และผู้บริโภค ซึ่งเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง การสังเกตการณ์แบบไม่มีส่วนร่วม เอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้องและแหล่งข้อมูลอื่น ๆ และนำข้อมูลที่ได้มา วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา และนำเสนอผลการศึกษาในรูปแบบการพรรณนาความ

ผลการศึกษาพบว่า 1) เสื้อผ้ามือสองมีแหล่งใหญ่ที่รับเสื้อผ้ามือสองมาจำหน่าย คือ โกดังนำเข้า ตลาดโรงเกลือ และตลาดขายส่ง ซึ่งจะขายส่งแบบราคาเหมาเป็นร้อยตัวขึ้นไป ทัศนคติของผู้บริโภคที่มีต่อเสื้อผ้ามือสองคือ ราคาเสื้อผ้ามือสองถูกกว่าเสื้อมือหนึ่งและคุณภาพไม่ต่างจากสินค้ามือหนึ่งและพฤติกรรมของผู้บริโภคจากคุณภาพที่ไม่ต่างจากสินค้ามือหนึ่ง ลูกค้ายอมจ่ายเพราะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้ และ 2) เครือข่ายของธุรกิจเสื้อผ้ามือสอง เริ่มจากการนำเข้าเสื้อผ้ามือสองจากต่างประเทศมาจำหน่ายเป็นลักษณะกระสอบในประเทศไทย มีกลุ่มลูกค้าหลักคือ ผู้ค้าส่งและผู้ค้าปลีก ผู้ค้าส่งจะหาแหล่งที่นำเข้าและซื้อมาจำหน่ายเป็นกระสอบ ส่วนผู้ค้าปลีกจะทำการซื้อสินค้ายกกระสอบและไปคัดเอง โดยหาร้านค้าส่งจากหลายที่เพื่อหาเสื้อผ้าประเภทที่ต้องการขาย สินค้าที่นิยมจำหน่ายเป็นกลุ่มประเภทเสื้อยืดเหมือนการขายส่ง ส่วนมากจะจำหน่ายในตลาดนัด ถนนคนเดิน และเปิดขายทางช่องทางออนไลน์ พร้อมด้วยโปรโมชั่นการลดราคาเมื่อซื้อเป็นจำนวนมาก ความเสี่ยงของการทำธุรกิจนี้ คือ การแข่งขันกันในตลาดเดียวกัน ความเสื่อมสภาพของสินค้าที่เก็บรักษาในโกดังสินค้า กระแสความนิยมของผู้บริโภคและสภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลง ซึ่งการวิจัยครั้งนี้สามารถนำผลการศึกษาไปใช้เป็นแนวทางในการบริหารและพัฒนา การดำเนินงานธุรกิจเสื้อผ้ามือสองหรือธุรกิจสินค้ามือสองอื่นๆ ให้มีประสิทธิภาพและประสบความสำเร็จต่อไป

 

คำสำคัญ: เสื้อผ้ามือสอง เครือข่ายธุรกิจ การดำเนินงาน

Abstract

           This objective of this research were to study 1) general information of secondhand clothes business, and 2) network of secondhand clothing business. This study used qualitative research. The informants were secondhand clothing operators: importers, wholesalers, retailers and consumers.  The data were collected by using a semi-structured interview and non-participatory observation. Data obtained were then analyzed to generate conclusions and to present the result of this study in the descriptive form.

The results of this study showed that: 1) Secondhand clothes had a large source from the import warehouse, Rong Kluea market, and wholesale market. They would be wholesale at a price of a hundred or more. The attitude of consumers towards secondhand clothes was that the price of secondhand clothes was cheaper than firsthand clothes, while the quality was not different from the firsthand goods. Customers were willing to pay because they could save money. 2) The network of secondhand clothing business began with importing secondhand clothes from foreign countries to be sold as sacks in Thailand. The main customers were wholesalers and retailers. Wholesalers would find sources of imports and bought secondhand clothes to sell in sacks. Retailers would buy products in sacks and selected them by themselves by looking for wholesale stores from many places to find the type of clothing that they wanted to sell, focusing on selling T-shirts like wholesalers. Most of them would be sold in markets, street markets, and available online with a discount promotion when buying in bulk. The risks of this business was competition in the same market, deterioration of goods stored in warehouses, consumer trends, and economic change conditions. This research could be used as a guideline for management and development of secondhand clothing business or other secondhand goods business to be more effective and successful.

Keywords: Second hand clothes, business network, operating

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

15. การศึกษาความคิดเห็นของลูกค้าที่จองบ้านผ่านระบบออนไลน์ ของการเคหะแห่งชาติ
ธนาชัย สุขวณิช

บทคัดย่อ

             การศึกษาความคิดเห็นของลูกค้าที่จองบ้านผ่านระบบออนไลน์ของการเคหะแห่งชาติ มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจข้อมูลความต้องการของลูกค้าและสาเหตุของกลุ่มลูกค้าที่ยังไม่ตัดสินใจซื้อโครงการของการเคหะแห่งชาติ เพื่อการเคหะแห่งชาติจะได้นำข้อมูลไปใช้ในการปรับปรุงดำเนินงานให้สอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มลูกค้า เครื่องมือที่ใช้ในการการรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถาม กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย ได้แก่ ลูกค้าที่ทำการจองโครงการของการเคหะผ่านระบบออนไลน์ในช่วงเดือนมกราคม พ.ศ.2561 ถึงเดือนเมษายน พ.ศ.2562 จำนวน 400 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การแจกแจงความถี่และค่าร้อยละ

ผลการศึกษาพบว่า  ลูกค้าที่ทำการจองโครงการของการเคหะแห่งชาติผ่านระบบออนไลน์ ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุระหว่าง 31-40 ปี มีรายได้ที่ 15,001 -20,000 บาท มีสถานภาพสมรสจดทะเบียน มีการศึกษาระดับปริญญาตรี มีอาชีพพนักงานบริษัทเอกชน ส่วนใหญ่มีช่องทางการรับรู้เรื่องบริการจองโครงการออนไลน์ของการเคหะแห่งชาติจากสื่อ โซเซียลมีเดีย และทั้งหมดมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้บริการการจองโครงการผ่านระบบออนไลน์ของ การเคหะแห่งชาติโดยมีความคิดเห็นว่า การใช้บริการการจองโครงการของการเคหะแห่งชาติออนไลน์ มีขั้นตอนการจองที่เข้าใจง่าย เหตุผลที่ลูกค้ายังไม่ตัดสินใจซื้อโครงการที่อยู่อาศัยการเคหะแห่งชาติ เพราะไม่พอใจรูปแบบอาคารมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 17.10 รองลงมาคือ ไม่พอใจด้านกายภาพเช่น ตัวอาคารเก่า บรรยากาศและสภาพแวดล้อม เป็นต้น คิดเป็นร้อยละ 15.60 ไม่พอใจโปรโมชั่น ลด  แลก  แจก  แถม คิดเป็นร้อยละ 13.10 ไม่มีทำเลที่ต้องการซื้อ คิดเป็นร้อยละ 12.70 ไม่พอใจคุณภาพวัสดุอุปกรณ์ภายในตัวบ้าน/ห้องชุด คิดเป็นร้อยละ 11.20 ไม่พอใจเงินในการจอง คิดเป็นร้อยละ 10.60 ไม่พอใจการบริหารจัดการ เช่น ค่าส่วนกลางราคาสูง ที่จอดรถ การจัดเก็บขยะ และระบบรักษาความปลอดภัย คิดเป็นร้อยละ 10.40 และไม่พอใจระดับราคาขาย คิดเป็นร้อยละ 9.20 ตามลำดับ

 

คำสำคัญ: ความคิดเห็นของลูกค้า  ระบบออนไลน์  การเคหะแห่งชาติ

Abstract

            The objectives of this research were to survey the information of the customers' needs and the causes of the groups of customers who had not yet decided to buy the project of the National Housing Authority so that the National Housing Authority could use the information to improve operations in accordance with the needs of the customer group. The research instrument was a questionnaire. The sample was 400 customers who booked online housing project from January 2018 to April 2019. Data were analized using frequency and percentage.

The results showed that most customers who booked the National Housing Project through online were female aged between  31-40 years old, income between 15,001 -20,000 baht, and married. They had a bachelor's degree and worked as private company employees. Most of them knew online booking service from social media.  In the customers’ opinion, using the National Housing Authority's online booking service process was easy to understand, but they had not decided to purchase this project yet because they were not satisfied with the building model (17.10%), physical dissatisfaction, such as the old building, atmosphere and environment, etc. (15.60%), promotions (13.10%),  places to buy (12.70%), the quality of materials and equipment inside the house/suite (11.20%), the money on the booking (10.60%), the management such as high-priced central fee, parking, garbage collection and security system (10.40%), and selling price (9.20%).

 

Keywords: Customer opinion, Online system, The National Housing Authority

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

Leave a Reply