วารสาร ปี 2563 ฉบับที่ 2

บทบรรณาธิการ

           วารสารมนุษยสังคมปริทัศน์ยังคงเป็นสื่อกลางในการเผยแพร่บทความวิจัย และบทความวิชาการทางด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์มาอย่างต่อเนื่อง วารสารฉบับนี้นำเสนอผลงานที่น่าสนใจในเรื่องเกี่ยวกับศิลปะและวัฒนธรรม เช่น ประติมากรรมร่วมสมัย การออกแบบงานศิลป์ การรำถวายมือ  หนังตลุง ดนตรีกะเหรี่ยง ด้านการศึกษา เช่น การสังเคราะห์งานวิจัย และการจัดการเรียนรู้โดยใช้แนวคิดแบบต่างๆ  บทความทุกบทความได้ผ่านการพิจารณากลั่นกรองด้วยความพิถีพิถัน ผ่านการตรวจประเมินคุณภาพจากคณะกรรมผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ความสามารถในแต่ละสาขาอย่างถี่ถ้วน  ทั้งนี้เพื่อให้บทความที่ตีพิมพ์นั้นมีคุณภาพอย่างแท้จริง อย่างไรก็ตาม แม้ว่าปัจจุบันวารสารมนุษยสังคมปริทัศน์จะได้รับการยอมรับโดยมีนักวิชาการส่งผลงานเพื่อขอรับการเผยแพร่อย่างต่อเนื่อง แต่กองบรรณาธิการ ยังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาคุณภาพของวารสารมนุษยสังคมปริทัศน์ให้อยู่ในระดับที่สูงขึ้น อันจะนำมาซึ่งประโยชน์สำคัญในเผยแพร่บทความต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง ซึ่งหากนักวิชาการท่านใดที่มีความประสงค์ที่จะเผยแพร่ผลงานการศึกษาค้นคว้าของตนเองสู่วงวิชาการ วารสารมนุษยสังคมปริทัศน์มีความพร้อมและยินดีเป็นอย่างยิ่ง

ขอขอบคุณคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิทุกท่านที่กรุณาตรวจประเมินบทความอย่างละเอียดรอบครอบ เพื่อให้ได้บทความที่มีคุณค่าอย่างแท้จริง ขอขอบคุณผู้เขียนบทความทุกท่านส่งผลงานอันมีคุณค่ามาร่วมตีพิมพ์ในวารสารมนุษยสังคมปริทัศน์ ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมากในการศึกษาค้นคว้าด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์สืบต่อไป

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. อัญชนา พานิช
บรรณาธิการ

Full Paper (ฉบับเต็ม)

1. การสังเคราะห์วิทยานิพนธ์ระดับบัณฑิตศึกษาและพัฒนาระบบฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์เพื่อการสืบค้นออนไลน์ สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี
อาหามะ มะบู / อภิชาติ เลนะนันท์ / ณัฐกานต์ ภาคพรต

บทคัดย่อ

        งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) สังเคราะห์วิทยานิพนธ์ระดับบัณฑิตศึกษา 2) พัฒนาระบบฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์เพื่อการสืบค้นออนไลน์ และ3) ศึกษาผลการใช้ระบบฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์เพื่อการสืบค้นออนไลน์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ งานวิจัยจำนวน 82 เล่ม ของนักศึกษาสาขาวิชาการบริหารการศึกษา ที่จบปีการศึกษา ระหว่างปี 2554-2562 กลุ่มเป้าหมาย คือ นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา สาขาวิชาการบริหารการศึกษา รุ่นที่ 20-21 จำนวน 27 คน และบุคคลทั่วไป จำนวน 31 คน รวมทั้งสิ้น 58 คน โดยใช้วิธีเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบสอบถามความต้องการในระบบฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ 2) แบบประเมินการยอมรับต่อการสังเคราะห์วิทยานิพนธ์ระดับบัณฑิตศึกษาและพัฒนาระบบฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์เพื่อการสืบค้นออนไลน์ สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ผลการวิจัย พบว่า
1. ข้อมูลที่ใช้ในการสังเคราะห์วิทยานิพนธ์ระดับบัณฑิตศึกษา สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี รวบรวมจากวิทยานิพนธ์ จำนวน 82 เล่ม เมื่อสังเคราะห์แล้วสามารถจำแนกออกได้เป็น 6 ด้าน ได้แก่ ตัวแปรต้น ตัวแปรตาม กลุ่มเป้าหมาย การเลือกกลุ่มตัวอย่างหรือกลุ่มเป้าหมาย รูปแบบการวิจัย และการวิเคราะห์ข้อมูล จากการศึกษาพบว่า 1) การจำแนกตามตัวแปรต้น ปัจจัยด้านการบริหารเป็นปัจจัยที่พบมากที่สุดคิดเป็นร้อยละ 17.07 2) การจำแนกตามตัวแปรตาม ด้านพัฒนาสถานศึกษาเป็นปัจจัยที่พบมากที่สุดคิดเป็นร้อยละ คิดเป็นร้อยละ 39.02 3) การจำแนกตามกลุ่มตัวอย่างหรือกลุ่มเป้าหมาย พบว่า กลุ่มตัวอย่างหรือกลุ่มเป้าหมายที่พบมากที่สุด ได้แก่ ครูผู้สอน คิดเป็นร้อยละ 48.78 4) การจำแนกตามการเลือกกลุ่มตัวอย่าง พบว่า การเลือกกลุ่มตัวอย่างที่ใช้มากที่สุด ได้แก่ การเลือกแบบเจาะจง คิดเป็นร้อยละ 53.66 5) การจำแนกตามรูปแบบการวิจัย ที่พบมากที่สุด ได้แก่ การวิจัยเชิงปริมาณ คิดเป็นร้อยละ 70.73 และ 6) การจำแนกตามลักษณะการวิเคราะห์ข้อมูลที่พบมากที่สุด ได้แก่ การวิเคราะห์การถดถอย คิดเป็นร้อยละ 45.12
2. ในการพัฒนาระบบฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์เพื่อการสืบค้นออนไลน์นั้น ขั้นแรกต้องกำหนดความต้องการ โดยการใช้แบบสอบถาม เพื่อสอบถามปัญหาและความต้องการจากนักศึกษา อาจารย์ เจ้าหน้าที่ และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง จากนั้นกำหนดฐานข้อมูลของระบบที่ประกอบด้วย แผนภาพการทำงานของระบบฐานข้อมูล การออกแบบหน้าจอแสดงผล การออกแบบหน้าจอสำหรับผู้ดูแลระบบและรูปแบบการสืบค้นข้อมูลวิทยานิพนธ์ ให้มีความสะดวก ง่ายต่อการใช้งาน ซึ่งการจัดเก็บข้อมูลของวิทยานิพนธ์ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์แตกต่างจากระบบเดิมที่เป็นเอกสารจัดเก็บข้อมูลและใช้การสืบค้นข้อมูล
3. ผลประเมินการยอมรับต่อการสังเคราะห์วิทยานิพนธ์ระดับบัณฑิตศึกษาและพัฒนาระบบฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์เพื่อการสืบค้นออนไลน์ ในภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก ทำให้ได้ระบบฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์เพื่อการสืบค้นออนไลน์ ที่มีประโยชน์ ที่สามารถนำมาใช้ในสาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี
ข้อค้นพบจากการวิจัยครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า ระบบฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์เพื่อการสืบค้นออนไลน์มีประโยชน์ในการสืบค้นของนักศึกษาสาขาวิชาการบริหารการศึกษา เป็นระบบที่มีการออกแบบให้สอดคล้องกับเนื้อหา ทำให้ง่าย สะดวกและรวดเร็วในการค้นหาข้อมูล ดังนั้น สาขาวิชาการบริหารการศึกษาควรมีการดูแลระบบฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์นี้ให้มีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง

คำสำคัญ : การสังเคราะห์ พัฒนา ระบบฐานข้อมูล

 Abstract

          The objective of this research were to 1) synthesize the graduate theses, 2) develope a thesis database system for online searching, and 3) study the results of using the thesis database system for online searching. The samples used in this study were 82 research works of educational administration students who graduated during the academic year 2011-2019. The target groups were 58 system users including 27 graduate educational administration students, generation 20-21, and 31 general users by purposive sampling. The research instruments were 1) the demanding questionnaire in the thesis database system for online searching, and 2) the acceptance evaluation forms of graduate thesis synthesis and development of a thesis database system for online searching. The statistics used for data analysis were percentage, mean, and standard deviation.
The research results were as follows:
1. Data for the synthesis of graduate theses for online searching in Educational Administration Program, Phetchaburi Rajabhat University were collected from 82 theses. They were classified into 6 areas: independent variable, dependent variable, sample or target group, sampling, research design, and data analysis. It was found that: 1) classification by independent variable, administration was the most common factors (17.07%), 2) classification by dependent variable, school development was the most common factors (39.02%), 3) classification by sample or target group, the most commonly use was teachers (48.78%), 4) classification by sampling, the most commonly use was purposive sampling (53.66%), 5) classification by research design, the most commonly use was a quantitative research (70.73 %), 6) classification by data analysis, the most commonly use was regression (45.12%).
2. For the development of the thesis database system for online searching, the first step was determining the needs by using questionnaires to inquire about problems and needs from students, teachers, staff, and those involved. After that the researcher defined the system database that consisted of database operation diagram, display screen design, screen designe for the system administrators, and thesis searching model to be easy and convinient to use. The data storage of the thesis in electronic format was different from the original system which used the document for data storage and data searching.
3. The acceptance evaluation results of graduate thesis synthesis and development of thesis database system for online searching, as a whole, was at a high level, resulting in the thesis database system for online searching useful and could be used in educational administration program of Phetchaburi Rajabhat University.
This research finding showed that the thesis database system for online searching was useful for educational administration students. The system was designed in accordance with the content, so it was easy, convenient, and fast to find information. Thus, Educational Administration Program, Phetchaburi Rajabhat University should maintain this thesis database to be continuously effective.

Keywords: Synthesis, Development, Database

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

2. การจัดการเรียนรู้ตามแนวสะเต็มศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และความสามารถในการสร้างสรรค์ผลงาน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
ธัญญารัตน์ รัตนหิรัญ / ชนสิทธิ์ สิทธิ์สูงเนิน

บทคัดย่อ

           การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ความร้อน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ตามแนวสะเต็มศึกษา 2) เพื่อศึกษาพัฒนาการทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ตามแนวสะเต็มศึกษา 3) เพื่อประเมินความสามารถในการสร้างสรรค์ผลงานของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ตามแนวสะเต็มศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในงานวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนวัดบางน้อย (แจ่มประชานุกูล) ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย จำนวน 22 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้ตามแนวสะเต็มศึกษา เรื่อง ความร้อน 2) แบบทดสอบเพื่อวัดสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ความร้อน 3) แบบประเมินทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ 4) แบบประเมินความสามารถในการสร้างสรรค์ผลงาน  งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง วิเคราะห์ข้อมูลโดยค่าเฉลี่ยค่า () ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการทดสอบที แบบ Dependent ผลการวิจัยพบว่า หลังจากการจัดการเรียนรู้ตามแนวสะเต็มศึกษา 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ความร้อน ของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 2) ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนโดยภาพรวมอยู่ในระดับดี มีพัฒนาการสูงขึ้น 3) ความสามารถในการสร้างสรรค์ผลงานของนักเรียนอยู่ในระดับดี

 คำสำคัญ: การจัดการเรียนรู้ตามแนวสะเต็มศึกษา ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ความสามารถในการสร้างสรรค์ผลงาน

 Abstract

       The purposes of this research were to 1) compare the achievement of learning on heat of Matthayomsuesa 1 students before and after being taught by using STEM education,  2) study the development of science process skills, and 3) assess the student's task creative ability. The samples of this research consisted of 22 Matthayomsuesa 1 students of Wat Bangnoi School (jamprachanikun) by using simple random sampling. The research instruments were 1) lesson plans using by STEM education, 2) an achievement test, 3) a science process skill assessment, and 4) a task creative ability assessment.  The experimental research was used in this study.  The data were analyzed by mean (), standard deviation (S.D.), and t-test of dependent. The result of the research showed that after being taught by STEM education, students’ learning outcomes on heat were higher than before the instruction, science process skill on heat in overall was good and high developed, and task creative ability was good.

Keyword: The learning management by STEM education, Develop science process skill, Task creative ability

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

3. สะเต็มศึกษาในห้องสมุดโรงเรียน
นราธิป ปิติธนบดี

บทคัดย่อ

         บทความอธิบายเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้สะเต็มศึกษา ซึ่งเป็นการบูรณาการสาขาวิชาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์และคณิตศาสตร์ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนานักเรียนให้มีความรู้และทักษะการคิดและการแก้ปัญหาสถานการณ์ต่าง ๆ สำหรับการจัดการศึกษาตามหลักการของสะเต็มเน้นให้นักเรียนเรียนรู้ผ่านการจัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์โดยใช้แหล่งเรียนรู้และแสวงหาสารสนเทศเพื่อการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับโครงงาน ห้องสมุดโรงเรียนจึงเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญในการสนับสนุนการเรียนรู้สะเต็มของนักเรียนในการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยมีครูทำหน้าที่พัฒนาห้องสมุดให้เป็นแหล่งเรียนรู้ที่สนับสนุนให้การเรียนรู้ในรูปแบบสะเต็มศึกษาที่มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น มุ่งเน้นจัดเตรียมทรัพยากรการเรียนรู้สะเต็มศึกษาและจัดกิจกรรมส่งเสริมการใช้ทรัพยากรสะเต็มแก่ครูและนักเรียน ซึ่งในการจัดการเรียนรู้สะเต็มศึกษา ครูบรรณารักษ์มีบทบาทสำคัญ ได้แก่ 1) บทบาทในฐานะผู้จัดเตรียมทรัพยากร และ 2) บทบาทในฐานะผู้ร่วมมือในการสอน

คำสำคัญ: ห้องสมุดโรงเรียน ห้องสมุดสะเต็ม สะเต็มศึกษา ครูบรรณารักษ์

 Abstract

       This article explains about STEM learning management, which was an integration of science, technology, engineering and mathematics disciplines. It aimed to develop students to acquire knowledge and skills of thinking and problem solving of various situations. For educational management, according to the principles of STEM focus on students learning through the preparation of science projects using learning resources and seeking information for study and research about the project. The school library was therefore an important learning resource to support students' learning in basic education. The teacher was responsible for developing the library to be a learning center to support STEM learning with increased efficiency and focus on preparing the STEM learning resources and organizing activities to promote the use of STEM resources to teachers and students. In addition to the management of STEM education, teacher librarians had important roles, including (1) role as resource provider and (2) role as teaching collaborator.

Keyword: School library, STEM library, STEM education, Teacher-librarians

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

4. การจัดการเรียนรู้แบบกิจกรรมเป็นฐานร่วมกับสื่อประสมเพื่อพัฒนาความสามารถในการฟังและการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2
ภัทรสร นรเหรียญ / ชนสิทธิ์ สิทธิ์สูงเนิน

บทคัดย่อ

         การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถในการฟังและการพูดภาษาอังกฤษก่อนเรียนและหลังเรียน 2) ศึกษาพัฒนาการการฟังและการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียนระหว่างการจัดการเรียนรู้ และ 3) ศึกษาพฤติกรรมการมีส่วนร่วมในการจัดการเรียนรู้ของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบกิจกรรมเป็นฐานร่วมกับสื่อประสมเพื่อพัฒนาความสามารถในการฟังและการพูดภาษาอังกฤษ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือ นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/1 โรงเรียนบ้านแครายเกษตรพันธุ์พิทยาคาร จังหวัดสมุทรสาคร ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562 จำนวน 28 คน โดยใช้วิธีการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ จำนวน 12 แผน แบบทดสอบความสามารถการฟังภาษาอังกฤษ แบบประเมินความสามารถการพูดภาษาอังกฤษ และแบบสังเกตพฤติกรรมการมีส่วนร่วมในการจัดการเรียนรู้ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ คะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบที

ผลการวิจัยพบว่า ผลการเปรียบเทียบความสามารถในการฟังและการพูดภาษาอังกฤษก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ มีคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลการศึกษาพัฒนาการการฟัง การพูดภาษาอังกฤษโดยประเมินเมื่อจบหน่วยการเรียนรู้ทั้งสิ้น 3 ครั้ง มีผลพัฒนาสูงขึ้นตามลำดับ และนักเรียนมีพฤติกรรมการมีส่วนร่วมในการจัดการเรียนรู้อยู่ในระดับดี

 คำสำคัญ: การจัดการเรียนรู้แบบกิจกรรมเป็นฐาน  สื่อประสม  ความสามารถในการฟัง การพูดภาษาอังกฤษ

 Abstract

         The research purposes were to 1) compare listening and speaking ability before and after learning through activity-based learning combined with multimedia, 2) determine listening and speaking development of Prathomsueksa 2 students during learning with the activity-based learning combined with multimedia, and 3) examine participation in learning of the students towards the activit-based learning combined with multimedia to develop listening and speaking ability. The sample group were 28 Prathomsuksa 2 students at Bankhaeraikasetphan Phitthayakan School who were studying in the second semester of the academic year 2019. The research instruments were twelve English learning management plans of the activit-based learning combined with multimedia to develop listening and speaking ability, an English listening ability’s test, an English speaking ability assessment and participation behavior observation form in learning management. The mean, standard deviation and t-test were applied for data analysis.

The results of the research showed that the English listening and speaking abilities of Prathomsuksa 2 students after learning were significance higher than that before studying at 0.05 level, the English listening and speaking development during learning with activity-based learning combined with multimedia evaluated at the end of unit for 3 times was gradually results in higher, and the student’s behavior towards the learning was positive at a good level.

Keywords: Activity based learning, Multimedia, English listening and speaking abilities

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

5. การพัฒนารูปแบบการสอนวรรณคดีด้วย ACDEA เพื่อเสริมสร้างทักษะการอ่านอย่างมีวิจารณญาณของนักศึกษาครูภาษาไทย
ธัญญาลักษณ์ สังข์แก้ว / บุษบา บัวสมบูรณ์

บทคัดย่อ

        งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนารูปแบบการสอนวรรณคดีด้วย ACDEA เพื่อเสริมสร้างทักษะการอ่านอย่างมีวิจารณญาณของนักศึกษาครูภาษาไทย 2) พัฒนารูปแบบการสอนวรรณคดีด้วย ACDEA เพื่อเสริมสร้างทักษะการอ่านอย่างมีวิจารณญาณของนักศึกษาครูภาษาไทย 3) ศึกษาประสิทธิผลของการใช้รูปแบบการเรียนการสอนด้วย ACDEA เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการอ่านอย่างมีวิจารณญาณของนักศึกษาครูภาษาไทย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักศึกษาครูภาษาไทย ชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี จำนวน 38 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ รูปแบบการสอนวรรณคดีด้วย ACDEA แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบทักษะการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ และแบบสอบถามความคิดเห็นของนักศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และการวิเคราะห์ขอมูลเชิงคุณภาพโดยการวิเคราะห์เนื้อหา

ผลการวิจัยพบว่า 1) ข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนารูปแบบการสอนเพื่อเสริมสร้างทักษะการอ่านอย่างมีวิจารณญาณของนักศึกษาครูภาษาไทยพบว่า การสอนวรรณคดีควรสอดคล้องกับแนวคิดการศึกษาในศตวรรษที่ 21 2) รูปแบบการสอนวรรณคดีด้วย ACDEA เพื่อเสริมสร้างทักษะการอ่านอย่างมีวิจารณญาณของนักศึกษาครูภาษาไทยมี 5 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) หลักการ   (2) กรอบแนวคิดที่ใช้ในการวิจัย (3) วัตถุประสงค์ของรูปแบบ (4) เนื้อหาที่ใช้และวิธีสอน (5) กระบวนการเรียนการสอน 5 ขั้นตอน ประกอบด้วย ขั้นที่ 1 A : Analysis อ่านวิเคราะห์ ขั้นที่ 2  C : Conditionหาเงื่อนไขที่ปรากฏในเรื่อง ขั้นที่ 3 D : Data หาข้อมูลสำคัญ ขั้นที่ 4 E : Eureka ค้นพบคำตอบ ขั้นที่ 5 A : Apply บอกข้อคิดและการประยุกต์ใช้  และ3) ประสิทธิผลของการใช้รูปแบบการสอนวรรณคดี พบว่า  กลุ่มตัวอย่างที่สอนโดยรูปแบบวรรณคดีด้วย ACDEA มีคะแนนเฉลี่ยแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน และความคิดเห็นของนักศึกษาครูภาษาไทยที่มีต่อรูปแบบการสอนวรรณคดีด้วย ACDEA เพื่อเสริมสร้างทักษะการอ่านอย่างมีวิจารณญาณในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด

คำสำคัญ : รูปแบบการสอน การอ่านอย่างมีวิจารณญาณ นักศึกษาครูภาษาไทย

 Abstract

     The purposes of this article were to; 1) determine basic information for developing a model of literature instruction with ACDEA to enhance critical reading skill of Thai teacher students, 2) develop the model of literature instruction with ACDEA to enhance critical reading skill of Thai teacher students, and 3) examine effectiveness of the ACDEA instructional model in enhancing critical reading skill of Thai teacher students. The samples of this research were 38 third-year teacher students in Thai Education program in Faculty of Humanities and Social Sciences at Phetchaburi Rajabhat University. The instruments comprised of the ACDEA literature instructional lessons, a critical reading skill test, and a questionnaire asking for students’ opinion. The quantitative data were analyzed by mean, standard deviation and t-test whereas the qualitative data were analyzed with content analysis.

The research results found that: 1.The basic information essential for developing the

ACDEA literature instructional model to enhance critical reading skill of Thai teacher students

should be consistent with the 21st century educational concept. 2. The ACDEA model of literature instruction to enhance critical reading skill of Thai teacher students comprised of 5 elements: 1) principles, 2) research framework, 3) objectives, 4) instructional content and method, and 5) learning and instructional process which consisting of 5 steps: step 1 Analysis, step 2 Condition, step 3 Data, step 4 Eureka, and step 5 Apply. 3. The effectiveness of implementing the ACDEA literature instructional model revealed that the sample group of  students gained difference mean scores before and after the experiment with statistic significant level at 0.05, which the post-test mean score was more than the pre-test one. In addition, the opinion of the students towards the ACDEA learning and instructional model in enhancing their critical reading skill and ability was overall at a highest level.

Keyword: Teaching style, Critical reading, Thai student teachers

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

6. ทัศนคติของนักศึกษาที่ศึกษาต่อในหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาจีนธุรกิจ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร
สราวุฒิ เขียวพฤกษ์ / ฐิตินันทน์ ผิวนิล 

บทคัดย่อ

         การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะพื้นฐานและทัศนคติของนักศึกษาที่มีต่อการเลือกศึกษาต่อในหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาจีนธุรกิจ มหาวิทยาลัยราชภัฎพระนคร กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ใน   การวิจัยครั้งนี้คือ นักศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาวิชาภาษาจีนธุรกิจ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร จำนวน 155 คน การวิจัยนี้ดำเนินการในภาคการศึกษาที่ 2 ปีการศึกษา 2561 (เดือนพฤศจิกายน 2561 ถึงเดือนมีนาคม 2562) โดยดำเนินการเก็บข้อมูลในเดือนมกราคม 2562 ด้วยการใช้แบบสอบถามและนำเสนอผลการวิจัยใช้การวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา

ผลการวิจัยพบว่า ลักษณะพื้นฐานของนักศึกษาในหลักสูตรส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาหญิง (ร้อยละ 78.7) ภูมิลำเนาอยู่ในภาคกลางร้อยละ 34.8 รองลงมาคือ กรุงเทพมหานคร ร้อยละ 24.5 และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้อยละ 21.9 นักศึกษากว่าร้อยละ 71.6 มีพื้นฐานการศึกษาระดับมัธยมศึกษาในแผนการเรียนศิลป์-ภาษา และกว่าร้อยละ 67.8 พื้นฐานครอบครัวไม่ได้มีเชื้อสายจีน ทั้งนี้ นักศึกษาส่วนใหญ่ได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากครอบครัว สำหรับทัศนคติของนักศึกษา พบว่า สิ่งที่นักศึกษาให้ความสำคัญในการเลือกเข้ามาเรียนในหลักสูตร สามารถจัดได้เป็น 8 อันดับคือ 1) อาจารย์ผู้สอน 2) หลักสูตร 3) ค่าใช้จ่ายในการศึกษา 4) สภาพทั่วไปทางสังคมและเศรษฐกิจ 5) ภาพลักษณ์ของมหาวิทยาลัย 6) สื่อและอุปกรณ์การเรียน 7) สถานที่ตั้งของมหาวิทยาลัย และ 8) อิทธิพลของบุคคลที่มีความสำคัญ ผลจากการวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่าอาจารย์ผู้สอนและหลักสูตรถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเลือกเข้าศึกษาต่อในมุมมองของนักศึกษา ดังนั้นการส่งเสริมและพัฒนาคุณสมบัติของอาจารย์และความน่าสนใจของหลักสูตรที่เน้นในเรื่องการพัฒนาตนเองของนักศึกษา นับได้ว่าเป็นสิ่งที่ต้องมีการส่งเสริมต่อไป เพื่อดึงดูดให้ผู้ที่สนใจศึกษาภาษาจีนธุรกิจตัดสินใจเลือกเข้าศึกษาต่อในหลักสูตรนี้

คำสำคัญ: ทัศนคติต่อการเลือกศึกษาต่อ สาขาวิชาภาษาจีนธุรกิจ การศึกษาระดับปริญญาตรี

 Abstract

        This research aimed to study basic characteristics and students’ opinion towards their decision to study in the Bachelor of Arts Program in Business Chinese, Phranakhon Rajabhat University. The sample in this study was 155 undergraduate students in the Bachelor of Arts Program in Business Chinese, Phranakhon Rajabhat University. This research was conducted in second semester of academic year 2018 (November 2018 to March 2019). Data was collected in January 2019 by using questionnaires. Descriptive statistics were used to present the data.

The findings were found that the majority of the basic students’ characteristics were female (78.7%). Their hometown was in the Central part of Thailand (34.8%), followed by Bangkok (24.5%) and, Northeastern part (21.9%). Most of the students (71.6%) finished high school level in Language-Arts. 67.8 percent of them were not of Chinese descent. Most students gained financial support from their family. For students’ opinions toward decision to study in Business Chinese program, there were 8 factors including: 1) lecturers, 2) curriculum, 3) expense, 4) social and economic conditions in general, 5) institution image, 6) media and instructional devices, 7) location of the university, and 8) influential person. This indicated that lecturers and curriculum were considered as main factors affecting students’ decision to study in Business Chinese program. As a result, professional development of lecturers and attractive curriculum focusing on students’ self- development should be continually enhanced in order to attract those who are interested in studying in this program.

Keywords: Attitudes towards studying, Program in Business Chinese, Bachelor’s degree

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

7. การพัฒนาประติมากรรมร่วมสมัย โดยบูรณาการร่วมระหว่างศิลปะจัดวางดิจิทัลอาร์ต และเทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อสร้างอัตลักษณ์ภูมิทัศน์ของชุมชน
โอม พัฒนโชติ 

บทคัดย่อ

          การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ และการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมของชุมชน ที่ประกอบไปด้วย การทบทวนวรรณกรรม การตรวจสอบเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และการวิจัยภาคสนาม ที่ใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก และการสนทนากลุ่ม ร่วมกับการผลิตงานสร้างสรรค์ งานประติมากรรมสื่อผสมและการวิเคราะห์อภิปรายองค์ความรู้ที่ได้โดยมีการนำเสนอในรูปแบบการพรรณนา วัตถุประสงค์ของงานวิจัย  ได้แก่  1) เพื่อศึกษาและรวบรวมองค์ความรู้ด้านศิลปกรรมท้องถิ่นของจังหวัดเชียงราย 2) เพื่อออกแบบและพัฒนาผลงานประติมากรรมร่วมสมัยให้เป็นจุดสังเกต หรืออัตลักษณ์ภูมิทัศน์ของชุมชน บนพื้นฐานของทุนทางวัฒนธรรม ศิลปกรรมท้องถิ่น และแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ 3) เพื่อกระตุ้นให้เกิดการตระหนักรู้ถึงคุณค่าของภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับศิลปะล้านนาหรือเชียงแสน ผ่านกระบวนการนำเสนอผลงานประติมากรรมร่วมสมัย และการสร้างองค์ความรู้ใหม่ที่เกี่ยวข้องกับการประยุกต์ใช้ทุนทางวัฒนธรรมแบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่เพื่อการออกแบบกระบวนการพัฒนาและการบริหารจัดการท้องถิ่นในด้านการท่องเที่ยวแบบยั่งยืนต่อไป

ผลการวิจัยพบว่า นอกเหนือจากผลผลิตที่ได้ในเชิงประจักษ์ ทั้งประติมากรรมและอัตลักษณ์ภูมิทัศน์ของท้องถิ่น และผลลัพธ์ที่อาจจะสร้างนวัตกรรมสนับสนุนและส่งเสริมการท่องเที่ยว ยกระดับคุณภาพชีวิตของท้องถิ่นได้แล้ว ชุมชนยังอาจได้รับองค์ความรู้ผ่านกระบวนการวิจัย ที่ประกอบไปด้วยหลักทฤษฎีที่เกี่ยวข้องดังนี้ 1) รูปแบบการเรียนรู้ผ่านกระบวนการทางศิลปะ เป็นกระบวนการที่ผสมผสานกันระหว่างกระบวนการที่ก่อให้เกิดความรู้ และกระบวนการที่ก่อให้เกิดความซาบซึ้งหรือการเห็นคุณค่า หรือเป็นศาสตร์ที่เรียกว่าสุนทรียศาสตร์ 2) รูปแบบกระบวนการเรียนรู้ ที่มีการใช้กระบวนการคิด และกระบวนการทางสังคม หรือกระบวนการกลุ่ม ค้นหาความรู้ หาผลผลิต 3) การวิจัยเชิงปฏิบัติการอ้างอิงชุมชน เป็นการวิจัยที่เกิดจากพลังแห่งการร่วมมือของชุมชนและสถาบันการศึกษาที่ก่อให้เกิดการระดมทรัพยากรในท้องถิ่นจากทุกแหล่งมาสร้างสรรค์ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ชุมชนอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

คำสำคัญ:  ศิลปวัฒนธรรมล้านนา อัตลักษณ์ภูมิทัศน์ ประติมากรรมสื่อผสม กระบวนการเรียนรู้ทางศิลปะ

 Abstract

              This studty was the mixture between the qualitative research and the community-based action research that research methodology might consist of the processes of review literature and the field research alongside with the artistic productive process, in other words, it could be done through the use of the documentary research and its field research including the in-depth interview and the focus-group meeting and the mixed media sculpture development. The objectives of this research were; 1) to study and collect the local Chiang Rai art data base, 2) to design and develop the contemporary sculpture in order to create the local landmark underneath the local art and culture basis alongside with the concept of creative economy, 3) to encourage local people to realize and appreciate the value of their own cultural heritage and the local wisdom related to Lanna art and culture through the dissemination of the gaining knowledge related to the contemporary sculpture development and its presentation in order to approach the innovation of local sustainable tourism management.

The research finding highlighted that not only there were the tangible outputs which composed by the sculpture and the community’s landmark themselves, but also the outcome of this research project that might be noticed as the further development of the local sustainable tourism management and its innovation in order to enhance the local people quality of life through the experiences and knowledge gaining from the research project which could be divided into 3 main aspects; 1) the art learning process; the mixture of production between the knowledge development process and the art appreciation or aesthetic process, 2) the social learning process included the brain-storming, team-working leading to the community’s mutual agreement in order to find the solution or products, 3) the community-based action research was the integration operation between the local community and the university in order to use the domestic resources for local sufficient and sustainable benefits.

 Keywords: Lanna art and culture, Community’s landmark, Mixed media sculpture, Art learning process

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

8. การออกแบบลวดลายเรขศิลป์ผ้าพิมพ์ลายจากอัตลักษณ์ผ้าทอกะเหรี่ยง อำเภอหนองหญ้าปล้อง จังหวัดเพชรบุรี
ศิริเพ็ญ ภู่มหภิญโญ 

บทคัดย่อ

     การวิจัยในครั้งนี้ เป็นการวิจัยเชิงสร้างสรรค์ผลงานออกแบบลวดลายเรขศิลป์แสดงเอกลักษณ์ผ้าทอกะเหรี่ยงเพชรบุรีในรูปแบบศิลปะร่วมสมัย มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาวิเคราะห์อัตลักษณ์ของลายผ้าทอกะเหรี่ยง วิถีชีวิต ประเพณี และวัฒนธรรมกะเหรี่ยง อำเภอหนองหญ้าปล้อง จังหวัดเพชรบุรี 2) ศึกษาแนวทางสร้างสรรค์งานศิลปะร่วมสมัยในรูปแบบการออกแบบลวดลายเรขศิลป์ผ้าพิมพ์ลายจากอัตลักษณ์ผ้าทอกะเหรี่ยง อำเภอหนองหญ้าปล้อง จังหวัดเพชรบุรี โดยการประยุกต์ศิลปะแขนงเรขศิลป์ด้วยเทคนิคการพิมพ์แบบดิจิทัล 3) ทดลองสร้างสรรค์ผลงานตามแนวคิดที่กำหนด ผลการวิจัยพบว่า 1) อัตลักษณ์ผ้าทอกะเหรี่ยงยังคงสืบทอดการใช้กี่เอวตามภูมิปัญญากะเหรี่ยงแบบดั้งเดิม และลวดลายบนผืนผ้าทอกะเหรี่ยงสามารถแบ่งออกได้ 4 กลุ่ม คือ (1) ลายอ่องกึ๊ย หรือลายจก (2) ลายอ่องทา หรือลายยกดอก (3) ลายหนึ่ยไค๊ย หรือลายมัดย้อม และ (4) ลายเฉะ หรือลายปัก โดยสืบทอดรูปแบบจากบรรพบุรุษ และคิดดัดแปลงจากธรรมชาติ ลวดลายผ้าทอส่วนใหญ่สร้างขึ้นจากรูปร่างเรขาคณิต โดยใช้เส้นประเภทต่าง ๆ สร้างจังหวะของลวดลาย นิยมใช้สีแดง สีเขียว สีเหลือง สีขาว และสีดำบนลาย  2) วิถีชีวิตของชาวกะเหรี่ยงยังคงมีการสืบสานประเพณี วัฒนธรรมกะเหรี่ยง เช่น ประเพณีเวียนศาลา ประเพณีกินข้าวห่อ และพิธีกรรมต่าง ๆ เป็นต้น 3) ผู้วิจัยใช้ข้อมูลเบื้องต้นจากการศึกษาวิเคราะห์เป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบโดยใช้เอกลักษณ์บนลวดลายผ้าทอกะเหรี่ยงและรูปสัญลักษณ์แสดงวิถีชีวิต ประเพณี วัฒนธรรมกะเหรี่ยง จำนวน 5 ผลงาน ประกอบด้วย 1) ชาติพันธุ์กะเหรี่ยง 2) หญิงสาวกะเหรี่ยง หมายเลข 1 3) หญิงสาวกะเหรี่ยง หมายเลข 2 4) หญิงสาวกะเหรี่ยง หมายเลข 3  5) ข้าวห่อกะเหรี่ยง  โดยผลการศึกษาความพึงพอใจจากผู้เชี่ยวชาญ พบว่าอยู่ในระดับมากทุกด้าน ได้แก่ ด้านคุณค่าและการสื่อความหมาย ( =4.44, S.D.=0.72) 1) ด้านการแสดงเอกลักษณ์ท้องถิ่น ( =4.42, S.D.=0.75) 2) ด้านความงามตามหลักจัดองค์ประกอบ ( =4.24, S.D.=0.95) 3) และ 4) ด้านความร่วมสมัย ( =4.22, S.D.=1.02) ตามลำดับ

 คำสำคัญ: การออกแบบลวดลาย การออกแบบเรขศิลป์ ผ้าพิมพ์ลาย ผ้าทอกะเหรี่ยงเพชรบุรี

 Abstract

     This research project was a creative research in the contemporary art form of pattern design with digital printing techniques to present the identity of Phetchaburi Karen’s woven fabric. The objectives of the study were 1) to investigate the identity of Phetchaburi Karen’s woven fabric, lifestyle, tradition and culture, 2) to find out the guidelines for creating contemporary art in form of pattern design of printed fabric by applying graphic design using digital printing technique that inspired by the unique of Phetchaburi Karen’s woven fabric, lifestyle, tradition and culture, 3) to examine the way to create contemporary art according to the concepts. The study showed that 1) the identity of Phetchaburi Karen’s woven fabric still used traditional Karen weaving loom and the Karen woven fabric could be divided into 4 groups as follows: (1) Jok pattern (2) Yok dok pattern (3) Dye tie pattern and (4) Embroidery pattern. Most of the patterns were inherited from ancestors and adapted from the nature. Most woven fabric patterns were created from geometric shapes and use various lines to create a rhythm of patterns. The color of the Karen fabric’s pattern was red, green, yellow, white and black. 2) The way of life of the Karen people continues the tradition and culture, such as the Wein-Sala tradition, eating rice wrapped tradition, and various rituals.Therefore, the researcher used basic information as inspiration to create contemporary works of five pieces in fabric-patterned design with digital printing techniques by using the identity of Karen woven pattern and the symbol to present the Karen’s lifestyle, traditions and culture. The five design works consisted of the names (1) Karen ethnicity, (2) Karen women No.1, (3) Karen women No. 2, (4) Karen women No. 3, and (5) Kaw Hor Karen. (Wrapped sticky rice with banana leaf).  In addition, it was found that the experts’ satisfaction was at a high level in all aspects as follow: 1) value and visual communication ( =4.44, S.D.=0.72), 2) local identity ( =4.42, S.D.=0.75), 3) arts and appreciation ( =4.24, S.D.=0.95), and 4) contemporary ( =4.22, S.D.=1.02), respectively.

 Keywords: Pattern Design, Graphic Design, Printed fabric, Phetchaburi Karen’s woven fabric

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

9. การออกแบบ Art Toy ที่ผสมผสานอารมณ์ความรู้สึกของวัยเด็ก เข้ากับการออกแบบเชิงปฏิสัมพันธ์
จี้ เสี่ยง ฟ่าน / ชัยยศ วนิชวัฒนานุวัติ

บทคัดย่อ

             ในสังคมปัจจุบันข้อมูลข่าวสารทางเทคโนโลยีและเครือข่ายอินเทอร์เน็ตมีการพัฒนามากขึ้น ผู้คนสามารถรับข้อมูลข่าวสารได้อย่างรวดเร็ว ใช้ชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมทางสังคมที่เร่งรีบ มีความวิตกกังวล มีความรู้สึกสูญเสียความปลอดภัย จากจำนวนตัวเลขที่เพิ่มขึ้นของคนหนุ่มสาวยุคใหม่ที่ชื่นชอบในของเล่นศิลป์ สะท้อนให้เห็นถึงความต้องในการแสวงหาความสุขของคนหนุ่มสาวในยุคนี้ ของเล่นศิลป์เป็นผลิตภัณฑ์ที่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการและบุคลิกภาพที่ไม่เหมือนใครของนักออกแบบ และกลายเป็นสะพานเชื่อมระหว่างผู้เล่นกับอารมณ์ การสร้างและการผลิตของเล่นศิลป์นั้นได้ผสมผสานการเคลื่อนย้ายความรู้สึกในวัยเด็ก และการออกแบบปฏิสัมพันธ์ สามารถช่วยให้ผู้เล่นผ่อนคลายลดแรงกดดันในการใช้ชีวิตเมื่อหวนนึกถึงความสุขความทรงจำอันดีในวัยเด็ก ในขณะเดียวกันการส่งเสริมนวัตกรรมการออกแบบของเล่นศิลป์ สามารถเพิ่มความหลากหลายของรูปแบบความบันเทิงของเล่นและเปิดทางให้ผู้เล่นมีทางเลือกมากขึ้น ทำให้ของเล่นศิลป์ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดระหว่างนักออกแบบกับผู้เล่น ด้วยการเพิ่มความสนุกของของเล่นศิลป์ ทำให้คนที่รักชื่นชอบมากขึ้น และเข้าร่วมกลุ่มของเล่นศิลป์ที่นำมาซึ่งความสุขนี้

 คำสำคัญ:  การออกแบบของเล่นศิลป์  สุนทรียภาพทางศิลปะ การออกแบบเชิงปฏิสัมพันธ์  การเคลื่อนย้ายความรู้สึกในวัยเด็ก

 Abstract

           In today's society, information technology and Internet network was increasingly being developed. People could get information quickly.  They lived in a fast-paced social environment, had anxiety, and felt a loss of security.  The increasing number of young people who enjoyed art toys reflected the demand for emotional happiness. As a product consisted of designer's thought and personality, art toys became a bridge between player and emotion. The creation and production of art toys were integrated into the empathy and interaction design of childhood.  It could help the player to relieve the pressure of life when recalled happiness and good memories in childhood. At the same time, promoting the design innovation and creation of art toys could enrich the diversity of toy entertainment as well as to offer the players more choices. The art toys could be used as the carrier of thoughts and emotions between designers and players by increasing the fun of art toys. They would make more people like it and joined the group of art toys that brought happiness.

Keywords: Art toy design, Artistic aesthetics, Interaction design, Childhood empathy

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

10. รำถวายมือ ชาติพันธุ์ไทยพวน: กรณีศึกษา ตำบลมาบปลาเค้า อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี
วรรณวิภา มัธยมนันท์ 

บทคัดย่อ

         วิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาประวัติความเป็นมา รำถวายมือ ชาติพันธุ์ไทยพวน ตำบลมาบปลาเค้า อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี 2) ศึกษาองค์ประกอบการแสดงและกระบวนท่ารำ รำถวายมือ ชาติพันธุ์ไทยพวน ตำบลมาบปลาเค้า อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี การวิจัยใช้วิธีการศึกษาเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลจากเอกสาร ข้อมูลภาคสนาม โดยการสังเกตการณ์และการสัมภาษณ์ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง นำข้อมูลมาวิเคราะห์ สังเคราะห์ และสรุปผล

ผลการวิจัยพบว่าคนไทยพวนสืบเชื้อสายมาจากลาวพวนแขวงเชียงขวาง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ในอดีตตั้งรกรากอยู่ที่จังหวัดเพชรบุรี ศิลปวัฒนธรรมประเพณี รวมถึงวิถีชีวิตความเป็นอยู่มีการเปลี่ยนแปลงตามสภาพสังคมไทย และดำรงชีวิตสืบสานความเป็นดั้งเดิมของพวนจากแขวงเชียงขวางสูญหายไป เนื่องจากความเปลี่ยนแปลงบริบทเข้าสู่ความเป็นอารยธรรมใหม่ไทยพวนเพชรบุรี

การรำถวายมือของชาวไทยพวนได้ยึดถือปฏิบัติกันมากว่า 200 ปี เดิมเรียกว่า “ลำพวน” อยู่ในประเพณีกุดสาม กรานต์สี่ จัดขึ้นทุกวันที่ 17 เมษายนของทุกปี เพื่อเป็นการบูชาบรรพบุรุษที่เชื่อว่าเป็นเทวดาบนสรวงสวรรค์คอยปกป้องคุ้มครองลูกหลานพวน การรำถวายมือจัดขึ้นบริเวณหน้าศาลบรรพบุรุษ ตั้งอยู่ในหมู่ที่ 2 ของตำบลมาบปลาเค้า ขั้นตอนการจัดพิธีเริ่มจากพิธีสงฆ์ พิธีก่อพระทราย การส่งวัวส่งเกวียน และการรำถวายมือ

การรำถวายมือมีการสืบทอดกันจากรุ่นสู่รุ่นอย่างไม่ขาดสาย แต่ไม่ปรากฏหลักฐานว่าเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยใด ในอดีตเป็นการรำระหว่างชายหญิงซึ่งมีการร้องรำโดยการด้นกลอนสด มีลักษณะคล้ายการละเล่นเพลงปรบไก่ กระบวนท่ารำเป็นการรำตามความถนัดของตนไม่ได้มีแบบแผน ต่อมาการรำถวายมือใช้นางรำผู้หญิงล้วน โดยผู้แสดงต้องเป็นลูกหลานที่มีเชื้อสายพวนตั้งแต่กำเนิด และต้องเป็นหญิงสาวบริสุทธิ์ครองพรหมจรรย์เท่านั้นการแต่งกายของสาวพวนผู้รำสวมเสื้อแขนกระบอก สีขาวนวล นุ่งซิ่นหมี่ สวมเครื่องประดับทอง เกล้าผมมวยสูงทัดดอกลีลาวดี ดนตรีที่ใช้ประกอบการแสดงจะใช้วงปี่พาทย์ กระบวนท่ารำไทยพวนได้คิดค้นขึ้นโดยได้รับอิทธิพลจากรำถวายมือของละครชาตรีในจังหวัดเพชรบุรี

ผลการวิจัยนี้มีประโยชน์ต่อการอนุรักษ์รำถวายมือไทยพวนเพชรบุรีซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าของกลุ่มชาติพันธุ์ในจังหวัดเพชรบุรีให้คงอยู่สืบไป

คำสำคัญ: ไทยพวน รำถวายมือ เพชรบุรี

 Abstract

              The purposes of this research were to: 1) determine the historical background of the Offering Dance of Thai Phuan ethnic group in Mabplakhao Sub-district, Thayang District, Phetchaburi, and 2) describe the components of the performance and choreography of the Offering Dance of Thai Phuan ethnic group in Mabplakao sub-district, Thayang district, and Phetchaburi province. The research used a qualitative study method. Data were collected from documents and field survey by observing and interviewing stakeholders, and data were analyzed, synthesized and concluded.

The research results were found that Thai Phuan people were the ethnic group who migrated from Xiengkhuang Territory in People’s Democratic Republic of Laos and later they had made a settlement in Phetchaburi. Today, their tradition and culture including the way of their livings had been changed through time in Thai society.  The traditional way of life of Puan from Xiengkhuang Territory was lost, due to changes in the context of being a new civilization, Thai Phuan, Petchaburi.

The offering dance of Thai Phuan in Mabplakhao has been passed down for over 200 years. The dance was originally called “Rum Phuan.” It was usually performed in Kudsam Kransi Festival on 17th April to pay respect to the ancestors in heaven who were believed to be the protectors of Phuan families. The festival was held every year, and the dance was performed in front of the ancestor shrine of Moo 2, Mabplakao sub-district. The process of the festival began with monks blessing ceremony, sand forming ceremony, oxen and carts offering ceremony, and the offering dance.

The offering dance has been passed down from generation to generation. However, evidence had not been yet proved when and who invented it. In the past, the dance was performed by both men and women with improvised poem chanting and similar to Pleng Prob Kai, a rhythmic song of play. The choreography, or the dancing figure, was a random movement without pattern. Later, the offering dance was performed by only women who were descendants from Phuan group and they had to be virgin. The costume of the performer consisted of white long sleeves blouse, long skirt, golden accessories, and a hair bun tucked with a plumeria flower. The gamelan band, Thai orchestra, played music for the dance. This dance was influenced by the Chatree theatrical performing dance of Phetchaburi.

This research finding is useful for art conservation of Thai Phuan ethnic group in Phetchaburi. It is the valuable cultural heritage of ethnic groups in Phetchaburi to exist for next generations.

Keywords: Thai Phuan, Offering Dance, Phetchaburi

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

11. การบอกเรื่องหนังตะลุงเมืองเพชร: การลำดับเนื้อหาและลักษณะสะท้อนทางสังคมวัฒนธรรม
สมบัติ สมศรีพลอย

บทคัดย่อ

     บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการลำดับเนื้อหาและเนื้อหาการบอกเรื่องหนังตะลุงเมืองเพชรรวมทั้งวิเคราะห์ลักษณะสะท้อนทางสังคมและวัฒนธรรมของการบอกเรื่อง ผลการศึกษาพบว่า การลำดับเนื้อหาการบอกเรื่องหนังตะลุงเมืองเพชร ประกอบด้วย 1) การร้องเพลงนำ 2) การปฏิสันถาร 3) การบอกวัตถุประสงค์การแสดง 4) การถอดหมวกของตัวตลกบอกเรื่อง 5) การแนะนำชื่อคณะ 6) การกล่าวขอบคุณ  7) การกล่าวอวยพร  8) การขออภัย 9) การอนุรักษ์ 10) การบอกชื่อเรื่อง ส่วนลักษณะทางสังคมและวัฒนธรรมที่สะท้อนผ่านการบอกเรื่องของหนังตะลุงเมืองเพชร ได้แก่ 1) วัฒนธรรมการทักทายในสังคมไทย 2) วัฒนธรรมการขอบคุณและอวยพรในสังคมไทย 3) วัฒนธรรมการแก้บนในสังคมท้องถิ่น 4) การยกย่องให้เกียรติครูในสังคมไทย และ 5) ความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์

คำสำคัญ:  หนังตะลุงเมืองเพชร  การบอกเรื่อง  การลำดับเนื้อหา

 Abstract

                 This research article aimed to study content order and content telling about content of Petchaburi shadow puppetry prompts including analyzed the social and cultural reflection of telling the story.  The result showed that content order of Petchaburi shadow puppetry prompts was consisted of 1) overture, 2) greeting, 3) aim of the play, 4) hat taking off of clown prompt, 5) performing group introduction, 6) gratitude expressing, 7) blessing, 8) apology, 9) conservation, and 10) title indication. The reflective characteristics on social and culture were 1) greeting culture in Thai society, 2) gratitude expressing and blessing culture in Thai society, 3) culture of making a votive offering in local society, 4) teacher respects in Thai society, and 5) loyalty for the King.

Keyword:  Phetchaburi shadow, puppetry prompt, content order

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

12. องค์ประกอบและบทบาทของเพลงพื้นบ้านภาคกลางในฐานะสื่อพื้นบ้าน ในสถานการณ์ไวรัสโคโรนา
นรัสวรรณ หารทวี / อภิลักษณ์ เกษมผลกูล

บทคัดย่อ

                    บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) องค์ประกอบระบบการสื่อสารของสื่อพื้นบ้านที่มีการเผยแพร่ในสถานการณ์ไวรัสโคโรนา และ 2) ศึกษาบทบาทหน้าที่ของสื่อพื้นบ้านที่มีการเผยแพร่ในสถานการณ์ไวรัสโคโรนา โดยขอบเขตการศึกษาพิจารณาจากเพจเฟซบุ๊ก สมาคมเพลงพื้นบ้านภาคกลางประเทศไทย ในช่วงที่วันที่ 20 มีนาคมถึง 20 เมษายน พ.ศ.2563 ทั้งสิ้น 19 เพลง ชนิดของเพลงพื้นบ้านภาคกลางที่พบ ได้แก่ เพลงฉ่อย ลำตัด ลิเก เพลงอีแซว เพลงรำภาข้าวสาร และเพลงขอทาน

ผลการศึกษาพบว่า 1) องค์ประกอบระบบการสื่อสารแบบพื้นบ้านซึ่งประกอบด้วยผู้ส่งสาร สาร ช่องทางการสื่อสาร และผู้รับสารนั้น ในสถานการณ์นี้ให้ความสำคัญกับสาร เป็นหลัก โดยพบข้อมูลการป้องกันตนเองจากไวรัสซึ่งพบวิธีวิธีการป้องกัน 6 วิธี ดังนี้ การสวมหน้ากากอนามัย การล้างมือด้วยสบู่ เจลแอลกอฮอล์ และสเปรย์แอลกอฮอล์ การเลี่ยงพื้นที่แออัดและเลี่ยงการพบปะสังสรรค์ การรับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ การหยุดอยู่บ้าน หรือการทำงานที่บ้านแทนการทำงานนอกบ้าน และการให้ข้อมูลเกี่ยวกับอาการป่วยหากคาดว่าได้รับเชื้อไวรัส 2) บทบาทหน้าที่ของสื่อพื้นบ้านภาคกลางมี 4 บทบาท ได้แก่ บทบาทหน้าที่ในการให้การศึกษาจากภาครัฐสู่ประชาชน บทบาทหน้าที่ในการเป็นกระบอกเสียงของผู้เกี่ยวข้อง บทบาทหน้าที่ในการบันทึกภาพทางสังคม และบทบาทหน้าที่ด้านความบันเทิง บทบาทหน้าที่ที่พบมากที่สุด คือบทบาทหน้าที่ในการให้การศึกษาจากภาครัฐสู่ประชาชน เนื่องจากต้องการให้ที่ผู้รับสารได้เข้าถึงข้อมูลหลักปฏิบัติต่าง ๆ ในสถานการณ์ไวรัสโคโรนาได้โดยทั่วกัน

คำสำคัญ: สื่อพื้นบ้าน เพลงพื้นบ้าน สถานการณ์ไวรัสโคโรนา

 Abstract

               The objectives of this research article were to: 1) study the communication system components of folk media present in the coronavirus situation, and 2) examine the functions of folk media in the coronavirus situation. The scope of the study was based on the Facebook fanpage of the Central Folk Music Association of Thailand during the period from 20 March to 20 April 2020, with a total of 19 songs. The types of central folk music were Choi, Lamtat, Li-ke, E-saew, Rampha-khawsan, and Beggar songs.

The study revealed that: First, the components of the folk communication system consisted of senders, messages, channels and receiver, whereas “message” was the most important thing in this situation. There were 6 preventive methods for self-defense from viruses: wearing a mask, washing hands with soap, alcohol gel and alcohol spray, avoiding crowded areas and avoiding socializing, eating cooked food, stopping at home or working from home instead of working outside the home, and providing information about the illness if the virus was expected. Second, there were 4 functions of the central regional media: the function of education from the government to the public, the function of voice of the stakeholders, the function of social recording, and the function in entertainment. The most common function of duty was the government-to-public education so that all recipients could access to information on the practice in the coronavirus situation.

Keywords: Folk media, Folk Song, Corona virus situation

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

13. การศึกษาดนตรีกะเหรี่ยง บ้านห้วยเกษม ตำบลยางน้ำกลัดเหนือ อำเภอหนองหญ้าปล้อง จังหวัดเพชรบุรี
กมลาลักษณ์ นวมสำลี / จักริน จันทนภุมมะ 

บทคัดย่อ

             งานวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาองค์ความรู้เกี่ยวกับดนตรีกะเหรี่ยง และ 2) ศึกษาบทบาทและหน้าที่ของดนตรีในวัฒนธรรมของชาวกะเหรี่ยง โดยเก็บข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลด้านดนตรีกะเหรี่ยงที่       บ้านห้วยเกษม ตำบลยางน้ำกลัดเหนือ อำเภอหนองหญ้าปล้อง จังหวัดเพชรบุรี การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ  ผู้วิจัยได้ทำการศึกษาข้อมูลเบื้องต้นจากเอกสารที่เกี่ยวข้องและลงพื้นที่ภาคสนามเพื่อเก็บข้อมูล สัมภาษณ์ผู้รู้ และผู้เกี่ยวข้องกับดนตรีกะเหรี่ยง โดยใช้การสัมภาษณ์ และการสังเกต แล้วนำข้อมูลมาวิเคราะห์เชิงเนื้อหา

ผลการวิจัยพบว่า

  1. องค์ความรู้เกี่ยวกับดนตรีกะเหรี่ยง ประกอบด้วย 1) ด้านดนตรี เครื่องดนตรีของชาวกะเหรี่ยงบ้านห้วยเกษม ตำบลยางน้ำกลัดเหนือ อำเภอหนองหญ้าปล้อง จังหวัดเพชรบุรี มีทั้งสิ้น 4 ชนิด ได้แก่ (1) ซ่างท้อง (2) นาเด่ย (3) ปึย (4) ทะ 2) ด้านนักดนตรี  ในปัจจุบันพบนักดนตรีกะเหรี่ยงที่สามารถบรรเลงเพลง โดยใช้เครื่องดนตรีกะเหรี่ยงแบบดั้งเดิมได้เพียง 2 คน ได้แก่ (1) นายหนู กระทอง อายุ 86 ปี สามารถเล่นปึย (แคนกะเหรี่ยง) ได้ (2) นายชัยชนะ เสน่ติบัง อายุ 47 ปี สามารถเล่นได้ทั้งซ่างท้องและนาเด่ย 3) ด้านบทเพลง ส่วนใหญ่เป็นบทเพลงที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิต มีทั้งนิทาน เพลงกล่อมเด็ก โดยในแต่ละบทเพลงก็จะบอกเล่าเรื่องราวของชุมชนในแง่มุมต่างๆ โดยเฉพาะความรัก และการใช้ชีวิต
  2. บทบาทและหน้าที่ของดนตรีในวัฒนธรรมของชาวกะเหรี่ยง ส่วนใหญ่จะไม่เกี่ยวข้องกับพิธีกรรมมากนัก เนื่องจากเป็นดนตรีที่ใช้ร้องเล่นเพื่อสร้างความบันเทิง มักจะบรรเลงกันในยามว่าง ยกเว้นเครื่องดนตรี 2 ชนิด คือ ปึย และทะ ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีที่ใช้ประกอบขบวนแห่ในพิธีเวียนศาลา ปัจจุบันแม้ดนตรีของชาวกะเหรี่ยงบ้านห้วยเกษมจะไม่ได้รับความนิยมดังเช่นแต่ก่อน แต่ก็ยังคงปรากฏเครื่องดนตรี และบทเพลง ที่สามารถแสดงถึงอัตลักษณ์ของชาวกะเหรี่ยงมาจนถึงทุกวันนี้

คำสำคัญ:  ดนตรี  วัฒนธรรม กะเหรี่ยง

 Abstract

                The objectives of this research were to study: 1) the knowledge about Karen music, and       2) the role and function of music in Karen culture. Data were collected from Karen music informants at Ban Huai Kasem, Yang Nam Klat Nuea sub-district, Nong Ya Plong district in Phetchaburi province. This study was a qualitative research. The researcher studied preliminary data from related documents.  Data were collected by a field study using interview and observations, and analyzed the content.

The result result revealed that:

  1. 1. The knowledge about Karen music consisted of: 1) Music, there were 4 types of Karen music instruments: (1) Sang Thong, (2) Nadoei, (3) Puei, and (4) Tha. 2) Musicians, there were only 2 Karen musicians who could play songs using traditional Karen instruments. First, Mr. Nu Krathong, 86 years old, could play Puei. Second, Mr. Chaichana Sanetibang, 47 years old, could play with both Sang Thong and Nadoei.  3) Songs, most of the songs were related to the way of life, including tales, lullabies. Each song told a story of the community in different aspects, especially love and living.
  2. 2. Roles and functions of music in Karen culture, most of them were not involved in the rituals. Karen music used to sing and play for entertainment. It was often played in their free time, except for 2 kinds of musical instruments, Puei and Tha, which were used for the procession in the Wian Sala ceremony. Though the Karen music at Ban Huai Kasem was not as popular as before, musical instruments and songs still represent the Karen’s identity until now.

 Keywords:  Music, Culture, Karen

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

14. การพัฒนานวัตกรรมการนวดไทยแบบหัตถรักษ์เพื่อบำบัดอาการปวดศีรษะจากความเครียดในการทำงาน
กฤติยา โฉมงาม / กอบกุล วิศิษฏ์สรศักดิ์ / ชัยยา นรเดชานันท์

บทคัดย่อ

                 งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนานวัตกรรมนวดไทยแบบหัตถรักษ์เพื่อบำบัดอาการปวดศีรษะจากความเครียดในการทำงาน 2) ประเมินนวัตกรรมนวดไทยแบบหัตถรักษ์เพื่อบำบัดอาการปวดศีรษะจากความเครียดในการทำงาน  งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองที่มีกลุ่มทดลองกลุ่มเดียว มีการวัดก่อนและหลังการทดลองกลุ่มเป้าหมายในการวิจัย ได้แก่ ผู้ป่วยวัยทำงานในเขตจังหวัดเพชรบุรี ที่มารับบริการในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหนองกระเจ็ด อำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี ใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง จำนวน 30 คน เครื่องมือในการวิจัย ได้แก่ 1) นวัตกรรมการนวดไทยแบบหัตถรักษ์ 2) แบบประเมินความเครียดด้วยตนเอง 3) แบบบันทึกอาการปวดและความทุกข์ทรมานจากการปวดศีรษะ 4) แบบสัมภาษณ์ประวัติกลุ่มเป้าหมายและ 5) แบบสัมภาษณ์ความพึงพอใจต่อการรับบริการนวดไทยแบบหัตถรักษ์ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้ ความถี่ ร้อยละ และการทดสอบที และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา

ผลการวิจัยพบว่า

  1. การพัฒนานวัตกรรมนวดไทยแบบหัตถรักษ์เพื่อบำบัดอาการปวดศีรษะจากความเครียดในการทำงานเป็นการนวดแบบกดจุดด้วยเทคนิคของรสมือ (การกด) ที่มีน้ำหนักพอประมาณกับความตึงตัวของจุดกดเจ็บ ใช้น้ำหนักและจังหวะการนวดแต่ละรอบของนิ้วมือใน 3 ระดับ คือ ระดับเบา ร้อยละ 30 ระดับปานกลาง ร้อยละ 50 ระดับมาก ร้อยละ 70 ของน้ำหนักที่สามารถกดลงได้สูงสุด
  2. การประเมินนวัตกรรมนวดไทยแบบหัตถรักษ์เพื่อบำบัดอาการปวดศีรษะจากความเครียดในการทำงาน พบว่า กลุ่มเป้าหมายทั้ง 30 คน ก่อนได้รับการบำบัด มีระดับความเครียดสูงกว่าปกติ โดยส่วนใหญ่มีอาการปวดศีรษะในช่วงเวลาตอนเย็น (15.00 - 18.00 น.) บริเวณขมับด้านขวาจนถึงท้ายทอย หลังได้รับการนวดไทยแบบหัตถรักษ์ จำนวน 5 ครั้ง พบว่า ระดับความรู้สึกปวดศีรษะและความรู้สึกทุกข์ทรมานก่อนและหลังได้รับการนวดแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P < 0.001) โดยหลังได้รับการนวดค่าเฉลี่ยของระดับความรู้สึกปวดศีรษะและความรู้สึกทุกข์ทรมานทั้ง 5 ครั้ง มีค่าเฉลี่ยน้อยกว่าก่อนได้รับการนวด ส่วนความพึงพอใจต่อการใช้บริการนวดไทยแบบหัตถรักษ์ พบว่า กลุ่มตัวอย่างพึงพอใจต่อการนวดที่สามารถบำบัดอาการปวดศีรษะได้จริง และมีความต้องการจะมารับการบริการการนวดแผนไทยอีก โดยมีจุดเด่นที่ประทับใจ คือ วิธีการนวดกดจุดที่ลงน้ำหนักเบาตามระดับความปวด และมีความนิ่มนวลในการนวดทำให้ความตึงตัวของจุดที่มีอาการปวดคลายตัวลงอย่างรวดเร็ว โดยไม่รู้สึกช้ำหรือระบม

คำสำคัญ:  นวัตกรรม  นวดไทย อาการปวดศีรษะ ความเครียดในการทำงาน

 Abstract

               The purposes of this article were to: 1) develop an innovation of Huttarak Thai massage for healing headache from work stress, 2) evaluate the Huttarak Thai massage innovation for healing headache from work stress. This research was a quasi-experimental study with one group of pretest-posttest design. The research target group consisted of 30 working age people in Phetchaburi province by using the purposive sampling method. The research instruments were as follows: 1) stress self-assessment form, 2) evaluation form of the client, 3) history record of massage patients, and 4) questionnaire for measuring satisfaction on Hattharak Thai massage. The data were analyzed by using frequency, percentage, paired t-test, and content analysis.

The research results were as follows:

  1. 1. The development of innovation of Huttarak Thai massage for healing headache from work stress was a reflexology massage using a technique of modest hand weight on the tension in the tight pressure points. The weight and range of massage in each cycle of the fingers was in 3 levels as follows: soft press for 30 percent, medium press for 50 percent, and hard press for about 70 percent, of the maximum weight that could be pressed.
  2. 2. The evaluation of Huttarak Thai massage innovation for healing headaches from work stress revealed that the target group of 30 people had higher stress level than normal, and most of them had headache in the evening from 03.00 pm. - 06.00 pm in the area of the right temporal to the occiput. After massaging 5 times, it was found that the degree of headache and distress before and after the massage were significantly different (P <0.001) by the pain after the massage was lower than before the massage. The target group was satisfied with the massage to relieve the headache; therefore, they interested in getting Thai traditional massage service again. Their impression was a method of reflexology massage that was using a technique of modest hand weight on the tension according to the pain level causing relief the tight points.

Keywords:  Innovation, Thai massage, Headache, Work stress

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

Leave a Reply