วารสาร ปี 2562 ฉบับที่ 1

บทบรรณาธิการ

                   วารสารมนนุษยสังคมปริทัศน์เป็นวารสารวิชาการของคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี นามเดิมคือ “วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สถาบันราชภัฏเพชรบุรี” ได้ตีพิมพ์เผยแพร่มาปีนี้เป็นปีที่ 21 โดยใช้เลข ISSN 0859-869X วารสารได้รับการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ได้คุณภาพเข้าสู่มาตรฐาน ในปีนี้ทางกองบรรณาธิการได้ดำเนินการขอเลข ISSN ในนาม “วารสารมนนุษยสังคมปริทัศน์” และได้เลขใหม่แล้วคือ ISSN 2673-0987 แต่วารสารฉบับนี้จึงยังคงใช้เลข ISSN เดิม เนื่องจากยังอยู่ในช่วงที่สำนักหอสมุดแห่งชาติกำลังดำเนินการจัดเข้าสู่ระบบฐานข้อมูล
                   วารสารมนุษยสังคมปริทัศน์ฉบับนี้มีจำนวน 12 บทความ ครอบคลุมเนื้อหาทางด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ทั้งเรื่องของภาษา การศึกษา การสร้างสรรค์งานศิลปะและวิถีชีวิตของชุมชน นำเสนอองค์ความรู้ต่าง ๆ ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ทางวิชาการได้ ทุกบทความได้รับการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ อย่างน้อย 2 คนในสาขานั้น ๆ ในลักษณะที่ผู้พิจารณาบทความไม่ทราบชื่อผู้แต่งและผู้แต่งไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความ (Double-blind peer review) ทำให้บทความในวารสารมีคุณภาพและได้มาตรฐานทางวิชาการมากยิ่งขึ้น
กองบรรณาธิการขอขอบคุณผู้ทรงคุณวุฒิที่ให้ความอนุเคราะห์ในการพิจารณาบทความ ขอขอบคุณนักวิจัย นักวิชาการและนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา ที่ได้ส่งบทความเพื่อตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารฉบับนี้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าวารสารฯ ฉบับนี้ จะเป็นประโยชน์ในการเป็นสื่อกลางแลกเปลี่ยนความรู้ความคิดเห็นทางวิชาการต่างๆ ขอขอบคุณทุกฝ่ายที่ให้การสนับสนุนในการพัฒนาวารสารด้วยดีตลอดมา

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อัญชนา พานิช
บรรณาธิการ

Full Paper (ฉบับเต็ม)

1. การพัฒนาสื่อเรียนรู้ดิจิทัลเพื่อส่งเสริม ทักษะการวาดภาพจิตรกรรมไทย
เกียรติศักดิ์ ล้วนมงคล / วุฒิภา สว่างสุข

บทคัดย่อ

จิตรกรรมไทยเป็นการวาดภาพระบายสีอย่างไทย นับเป็นหนึ่งในรูปแบบงานด้านวิจิตรศิลป์ที่สะท้อนให้เห็นถึงเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมและยังเป็นศิลปะประจำชาติอันทรงคุณค่า การจัดการเรียนการสอนหลักสูตรเกี่ยวกับจิตรกรรมไทยในสถาบันต่างๆ ในประเทศไทยมีการสอนทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติควบคู่กัน เน้นที่การปฏิบัติเป็นสำคัญ โดยยังคงรูปแบบ ขั้นตอน และวิธีการที่ต้องอาศัยการฝึกฝน ความตั้งใจ และสมาธิเป็นอย่างมาก แต่ในปัจจุบันรูปแบบการเรียนการสอนแบบเดิมไม่ตอบสนองกรอบความต้องการของผู้เรียนในปัจจุบันผู้เรียนต้องการสื่อที่มีความแปลกใหม่ที่สามารถเรียนรู้ได้ทุกสถานที่ จาก        ความแตกต่างระหว่างรูปแบบการเรียนการสอนจิตรกรรมไทยและลักษณะการเรียนในปัจจุบัน การนำสื่อการเรียนรู้แบบดิจิทัลมาใช้ในการเรียนการสอนจะช่วยกระตุ้นแรงจูงใจให้ผู้เรียนเพิ่มความสนใจในการเรียนรู้ เข้าใจง่าย ลดเวลาการสอน และช่วยผู้เรียนให้ฝึกฝนทักษะจนเกิดความแม่นยำตามแบบแผน นอกจากนี้สื่อการเรียนรู้แบบดิจิทัลยังเสริมสร้างกระบวนการ พัฒนาและส่งเสริมทักษะการวาดภาพจิตรกรรมไทยให้มีความเหมาะสมทันสมัยและมีประสิทธิภาพในการเรียนรู้มากยิ่งขึ้น
คำสำคัญ: จิตรกรรมไทย การเรียนการสอน สื่อการเรียนรู้แบบดิจิทัล

 Abstract

Thai painting refers to the art of illustration of picture with colors in Thai style. It can be defined as a type of fine arts which reflects the Thai cultural identity and valuable national art. The instruction and curriculum administration of Thai painting in Thai educational institutes provide both theory and practice simultaneously with a concentration in practicing with regard to the patterns, processes, and means depending on great diligence in practice, attention, and concentration. However, the current traditional instruction does not respond to the learners’ needs. Today, students want new different media that can be learned anywhere. From the contrast between learning and instruction pattern on Thai painting and the current learning style, bringing digital media into learning and instructional would stimulate motivation to increase interest in learning, ease to understand, reduce teaching time, and help learners practice their skills to be accurate and achieve the standard of Thai paintings. Furthermore, digital learning media also enhances development process and excel the Thai painting skills to be in line with current trends as well as increasing learning efficiency.
Keywords: Thai painting, Learning and instruction, Digital learning media

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


2. การสร้างสรรค์ผลงานทัศนศิลป์ที่แสดงความขัดแย้ง ระหว่างการทดสอบกับคุณค่าของชีวิต
วัชระ ถินถาวร / ปิติวรรธน์ สมไทย

บทคัดย่อ

การสอบ คือการวัดผลการเรียนรู้ซึ่งมีความสำคัญมากในการศึกษา แต่การเรียนรู้ของนักเรียนด้านความสามารถหลายอย่างยังไม่สามารถวัดได้จากการทำข้อสอบ โดยเฉพาะ การสอบ O-NET ที่ไม่สามารถวัดคุณภาพของตัวผู้เรียนได้อย่างแท้จริง ผลการสอบที่เกิดจากการติวข้อสอบนั้นไม่สามารถวัดคุณลักษณะอันพึงประสงค์ คุณธรรมและคุณค่าชีวิตของผู้เรียนได้ การศึกษาควรเป็นไปเพื่ออิสรภาพของชีวิต ไม่ใช่สิ่งที่ใช้วัดคุณค่าของชีวิต การสอบ O-NET เป็นเพียงการวัดความรู้จากเพียงแค่ 4 วิชา แต่กลับถูกนำมาใช้ในการประเมินตัดสินคุณค่าของนักเรียนผู้ซึ่งมีความสามารถหรือความฉลาดบนความแตกต่างระหว่างบุคคลที่มีอยู่ในมนุษย์ทุกคน ความสามารถ 8 ด้านตามหลักทฤษฎีพหุปัญญานี้ ไม่สามารถวัดได้ด้วยการสอบข้อเขียนทั้งหมด เช่นเดียวกับคุณค่าของชีวิตที่มีหลายด้าน เช่นคุณลักษณะอันพึงประสงค์ คุณธรรม จริยธรรม เป็นต้น การสอบจึงไม่สามารถนำมาใช้วัดความเป็นมนุษย์และไม่สามารถใช้ในการตัดสินคุณค่าของชีวิตได้ ด้วยประการนี้ ความขัดแย้งระหว่างการสอบกับคุณค่าของชีวิตเป็นผลให้เกิด การศึกษาวิจัยเชิงสร้างสรรค์ผลงานทัศนศิลป์ แสดงความขัดแย้งระหว่างการสอบกับคุณค่าของชีวิต นำเสนอความคิดออกมาในรูปแบบผลงานทัศนศิลป์ สะท้อนมุมมองให้ตระหนักถึงคุณค่าของชีวิตที่แท้จริง

คำสำคัญ: ความขัดแย้ง การสอบ คุณค่าของชีวิต พหุปัญญา คุณลักษณะอันพึงประสงค์

 Abstract

Testing is a measure of learning outcome that is crucial in education. However, student’s different learning abilities cannot be yet measured by only test and exam, the O-NET exam in particular. It cannot really measure learners’ quality. Test results from tutoring classes cannot measure the students’ desirable characteristics, virtues, and values of life. Education should be for freedom of life, not what is used to measure the value of life. The O-NET exam is just a measure of knowledge from only 4 subjects, but it is used to evaluate and judge the value of students whose ability or ingenuity is differently of individual. The ingenuity is inherited in all individuals. According to the multiple intelligence theory, the 8 aspects of ability cannot be measured with all test papers. Besides, the aspects of life values cannot be measured by an exam; such as desirable characters, moral, and ethic. Therefore, examination neither be used to measure being a human nor justify value of life. For this respect, conflict between examining and value of life has triggered this research of visual arts creativity, showing a conflict between the exam and value of life. The concept of visual arts creativity is to reflect the perspective of life reality.
Keywords: Conflict, Exam, Value of life, Multiple intelligence, Desirable characteristics

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


3. คุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ: กรณีศึกษาชมรมผู้สูงอายุบ้านหนองตาพุด ตำบลธรรมเสน อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี
กฤษกร สมานทรัพย์ / ชมพูนุช หุ่นนาค

บทคัดย่อ

ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย การบริหารจัดการจึงมีความสำคัญยิ่ง การวิจัยนี้ประสงค์ที่จะศึกษาสถานะคุณภาพชีวิตและปัญหาการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุเพื่อนำเสนอแนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ ทำการวิจัยแบบกรณีศึกษาเชิงคุณภาพในชุมชนบ้านหนองตาพุด อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี ทำการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้สูงอายุและบุคลากรที่เป็นเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล ธรรมเสน เลือกมาแบบเจาะจงจำนวน 19 คน วิเคราะห์ข้อมูลแบบอุปนัย ผลการวิจัยพบว่าผู้สูงอายุส่วนมากมีคุณภาพชีวิตที่ดีทั้งด้านร่างกายและจิตใจ มีการดูแลป้องกันตนเองจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ อาศัยในสภาพแวดล้อมที่ดี และเข้าร่วมกิจกรรมในชุมชนเป็นประจำ ปัญหาการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุเกี่ยวข้องกับการขาดการบูรณาการการทำงานร่วมกันของหน่วยงานภาครัฐที่มีบทบาทในการสนับสนุนโครงการชมรมผู้สูงอายุ และผู้สูงอายุไม่ได้นำความรู้ที่ได้จากการเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันมากนัก แนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุต้องอาศัยหน่วยงานภาครัฐควรร่วมมือกันจัดกิจกรรมและดำเนินงานเกี่ยวกับชมรมผู้สูงอายุให้มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีบทบาทในด้านการถ่ายทอดภูมิปัญญาและประสบการณ์ที่มีอยู่ไปสู่คนรุ่นหลังให้มากขึ้น
คำสำคัญ: คุณภาพชีวิต ชมรมผู้สูงอายุ การพัฒนาคุณภาพชีวิต

 Abstract

Thailand is entering an aging society, thus management is so crucial about this. This study were to examine the situation of elderly’s life quality and problems concerned about it in order to propose a guideline to improve the elderly’s quality of life. The study was conducted qualitatively in a case of Ban Nong Ta Phut, Pho Ta Ram District in Ratchaburi Province. The 19 key informants included the elderly, personnel working in the health center and the local organizations purposively selected. The qualitative data were analyzed inductively. It was found that the most of the elderly were in both good physical and mental health conditions, had self-care prevention from various illnesses, lived in a good environment, and regularly participated in the community activities. The problems were associated with collaboration and integration among the local government agencies, which played a supporting role in improving the elderly’s life quality. Most elderly did not utilize the knowledge gained from activities in their daily life. A proposed guideline for improving the life quality of the elderly was that the local government agencies must work cooperatively to organize activities and carry out various projects, especially promotion of the elderly role in transferring the wisdoms and experiences to their descendants.
Keywords: Quality of life, Elderly club, Developing quality of life

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


4. การบริหารจัดการสวัสดิการผู้สูงอายุขององค์การบริหารส่วนตำบลอ้อมเกร็ด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี
ดาวราย ลิ่มสายหั้ว

บทคัดย่อ

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความตระหนักรู้ของผู้บริหารเกี่ยวกับสถานการณ์ของผู้สูงอายุและการจัดสวัสดิการที่ให้แก่ผู้สูงอายุ โดยใช้การวิจัยเชิงคุณภาพ รวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ผู้บริหารขององค์การบริหารส่วนตำบลอ้อมเกร็ด บุคลากรฝ่ายสวัสดิการสังคม และผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ โดยนำแนวคิดเรื่องมาตรฐานการสงเคราะห์ผู้สูงอายุของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นมาใช้เป็นแนวทางในการศึกษา ผลการศึกษาพบว่าผู้บริหารมีความตระหนักรู้ปัญหาผู้สูงอายุ แต่การบริหารจัดการบริการและสวัสดิการผู้สูงอายุยังถือว่าไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควรเนื่องจากสามารถจัดบริการเพื่อสงเคราะห์ผู้สูงอายุได้เพียง 3 ด้านจากทั้งหมด 6 ด้าน ได้แก่ด้านสุขภาพและการรักษาพยาบาล ด้านการให้เงินสงเคราะห์เบี้ยยังชีพ และด้านนันทนาการ โดยจัดโครงการใส่ใจธรรมะที่สอดรับกับความต้องการของผู้สูงอายุ โครงการในอนาคตที่จะดำเนินการได้แก่ด้านความมั่นคงทางสังคม ด้านการสร้างบริการและเครือข่ายเกื้อหนุน ด้านที่ยังไม่มีการจัดบริการสวัสดิการให้ผู้สูงอายุ ได้แก่ ด้านที่พักอาศัย
คำสำคัญ: สวัสดิการ ผู้สูงอายุ องค์การบริหารส่วนตำบล

 Abstract

This research aimed to examine the awareness of the subdistrict administrators about the situation and management of the elderly welfare by using qualitative methodology. The data collection was done from interviewing the purposively selected administrators, official personnel, and the elderly living in the area of Omkret Subdistrict Administrative Organization based on elderly welfare standards set by Department of Local Administration. The study found that the organization administrators were well aware of the elderly welfare situation and management problems, but their administration concerning with this was not yet efficient as it should have been. There were only 3 out of 8 aspects of the welfare operated by the organization; the aspect of providing health care and hospital service, financial support for living, and arranging recreational projects with religious activity. However, the elderly welfare was needed for improvement. The social security and the creation of service and network will be implemented in the near future, as well as the home resident that has not yet been provided.

Keywords: Welfare, Elderly, Subdistrict administrative organization

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


5. ภูมิสังคมกับสภาวะความเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมข้าวเม่า ระดับครัวเรือน
จารินี ม้าแก้ว / สรรเพชร เพียรจัด

บทคัดย่อ

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาภูมิสังคมของอุตสาหกรรมข้าวเม่าระดับครัวเรือนตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน วิเคราะห์สภาวะความเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมข้าวเม่าระดับครัวเรือนในปัจจุบัน และกำหนดแผนนโยบายสาธารณะให้กับอุตสาหกรรมข้าวเม่าระดับครัวเรือน งานวิจัยนี้ใช้วิธีการวิจัยแบบผสมผสาน ชุมชนที่เป็นเป้าหมายคือ ชุมชนบ้าน บุตาเวสน์ ตำบลหนองกง และชุมชบ้านโคกว่าน ตำบลหนองโสน อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ จำนวน 33 ครัวเรือน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย Mind Map, SWOT Analysis, การสังเกต การสัมภาษณ์เจาะลึก จากนั้นนำข้อมูลมาจำแนกตามวัตถุประสงค์ของการศึกษาแล้วนำข้อมูลมาวิเคราะห์เชิงเนื้อหา
ผลการวิจัยพบว่า การทำข้าวเม่าของชุมชนเกิดมานานกว่า 100 ปี ถ่ายทอดต่อมาในหมู่เครือญาติและเพื่อนบ้านที่เป็นชาวนา การทำข้าวเม่าเปลี่ยนเป็นอุตสาหกรรมที่สร้างรายที่ดีมากแก่ชุมชนราว 100 ครัวเรือน สามารถผลิตข้าวเม่าสร้างรายได้แก่ชุมชน กระบวนการผลิตใช้เวลานานซึ่งมีผลกระทบต่อสุขภาพ ชุมชนจึงต้องการวิธีการหรือเครื่องมือทุ่นแรงและลดเวลาในการผลิต ต้องการความรู้และแนววิธีปฏิบัติทีดีกว่าในการผลิตข้าวเม่าและการสืบทอดอุตสาหกรรม และนโยบายในการพัฒนาอุตสาหกรรมข้าวเม่าระดับครัวเรือนต้องขับเคลื่อนใน 3 มิติ บนฐานของบันใด 3 ขั้น ได้แก่ 1) สร้างการอยู่รอด 2) สร้างการอยู่รวย และ3) สร้างการอยู่ร่วมกัน

คำสำคัญ: ภูมิสังคม สภาวะความเปลี่ยนแปลง อุตสาหกรรมข้าวเม่า แผนนโยบายสาธารณะ

 Abstract

This research aimed to study the geosocial of the household pounded unripe rice industry from past to present, analyze the current changing state of household pounded unripe rice industry, and determine a public policy plans for the industry. Mixed methods research was employed in this study. The target communities were Ban Butavet, Nongkong Subdistrict and Ban Khok Wan, Nong Sa-no Subdistrict, Nang Rong District, Buriram. The data were collected from 33 households. Research tools included Mind Map, SWOT Analysis, Observation, In-depth Interview, then the data were classified according to the objectives of the study by using content analysis.
The research found that the household pounded unripe rice produce began over 100 years ago. It was passed down among farmers who were relatives and neighbors. Their produce made a good income for community. The production process mainly relied on electricity and firewood. The community needed new innovative technology to replace firewood and better production process that time reduction which unhealthy affect. They also need better knowledge and practice of the production and way to pass down it to their descendants. The public policy plan for this household industry to maintain quality should be driven in 3 dimensions based on 3 steps: 1) create survival; 2) create wealth; and 3) create cohabitation.

Keywords: Geosocial, Changing state, Pounded unripe rice industry, Public policy plan

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


6. การพัฒนาชุดกิจกรรมร้องเต้นเล่นทำตามแนวคิดจิตตปัญญาเพื่อส่งเสริม ทักษะการคิดเชิงบริหารด้านการควบคุมอารมณ์สำหรับเด็กปฐมวัย
พิมพ์ชษา ทาระชัย / ยุพิน ยืนยง

บทคัดย่อ

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) พัฒนาชุดกิจกรรมร้องเต้นเล่นทำตามแนวคิดจิตตปัญญาเพื่อส่งเสริมทักษะการคิดเชิงบริหารด้านการควบคุมอารมณ์ สำหรับเด็กปฐมวัย ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบทักษะการคิดเชิงบริหารด้านการควบคุมอารมณ์ สำหรับเด็กปฐมวัย ก่อนและหลังการใช้ชุดกิจกรรมร้องเต้นเล่นทำตามแนวคิด จิตตปัญญา 3) ศึกษาความพึงพอใจของเด็กปฐมวัยที่มีต่อชุดกิจกรรมร้องเต้นเล่นทำตามแนวคิดจิตตปัญญา กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการทดลอง คือ เด็กปฐมวัยชั้นอนุบาล 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2561 โรงเรียนบ้านสำโหรง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาประจวบคีรีขันธ์ เขต 2 จำนวน 12 คน โดยเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ชุดกิจกรรมร้องเต้นเล่นทำตามแนวคิดจิตตปัญญา แบบสังเกตพฤติกรรมทักษะการคิดเชิงบริหารด้านการควบคุมอารมณ์ และแบบสอบถามความพึงพอใจของเด็กปฐมวัย สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบที
ผลการวิจัยพบว่า
1. ชุดกิจกรรมร้องเต้นเล่นทำตามแนวคิดจิตตปัญญามีประสิทธิภาพ 81.94/81.67 แสดงว่าชุดกิจกรรมที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80
2. เด็กปฐมวัยมีทักษะการคิดเชิงบริหารด้านการควบคุมอารมณ์ ก่อนและหลังใช้ชุดกิจกรรมร้องเต้นเล่นทำตามแนวคิดจิตตปัญญา แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยหลังใช้ชุดกิจกรรมเด็กปฐมวัยมีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่าก่อนใช้ชุดกิจกรรม
3. เด็กปฐมวัยมีความพึงพอใจต่อชุดกิจกรรมร้องเต้นเล่นทำตามแนวคิดจิตตปัญญาอยู่ในระดับมาก

คำสำคัญ: ชุดกิจกรรมร้องเต้นเล่นทำ จิตตปัญญา ทักษะการคิดเชิงบริหารด้านการควบคุมอารมณ์

 Abstract

The purposes of this research were to: 1) develop dancing activity package based on contemplative education for promoting executive function skill on emotional control for young children to meet the efficiency criteria set at 80/80, 2) compare executive function skill on emotional control for young children before and after using dancing activity package based on contemplative education, 3) examine young children’ satisfaction towards dancing activity package based on contemplative education. The target group of young children was 12 kindergarten 2 students in Ban Samrong School, Prachuapkhirikhan Primary Education Service Office Area 2 by using purposive sampling method. The research instruments were: 1) dancing activity package based on contemplative education, 2) executive function skill on emotional control observation form, and 3) the satisfaction questionnaire of young children towards dancing activity package. The statistics used were mean, standard deviation, and t-test.
Finding of the research were as follows:
1. Dancing activity package based on contemplative education were efficiency at 81.94/81.67. It’s shown that the activity package made by the researcher can be more efficient than the standard 80/80.
2. Young children had executive functions skill on emotional control before and after using dancing activity package based on contemplative education significantly different at the level of 0.05. After using dancing activity package, young children’ skill was higher than before using this package.
3. Young children’ satisfaction towards dancing activity package based on contemplative education was at a high level.

Keywords: Dancing activity package, Contemplative education, Executive functions skill on emotional control

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


7. การพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น เรื่องการนวดสปาเกลือเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการนวดสปาเกลือและการเห็นคุณค่าในตนเอง ของนักเรียนโรงเรียนวัดบางขุนไทร (ผดุงวิทยา)
ศรินยา นามมั่น / ยุพิน ยืนยง

บทคัดย่อ

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น เรื่องการนวดสปาเกลือเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการนวดสปาเกลือและการเห็นคุณค่าในตนเองของนักเรียน 2) ศึกษาประสิทธิภาพของหลักสูตรท้องถิ่น 3) ศึกษาการเห็นคุณค่าในตนเองของนักเรียนหลังการใช้หลักสูตรท้องถิ่น 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อหลักสูตรท้องถิ่น กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนวัดบางขุนไทร (ผดุงวิทยา) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 1 จำนวน 14 คน ใช้วิธีเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบสัมภาษณ์ผู้บริหารเกี่ยวกับ
ความต้องการเรื่องหลักสูตร 2) แบบทดสอบวัดผลการเรียนรู้เรื่องการนวดสปาเกลือแบบปรนัย มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.81 ค่าความยากง่ายแต่ละข้ออยู่ระหว่าง 0.50 – 0.75 ค่าอำนาจจำแนกแต่ละข้ออยู่ระหว่าง 0.25 – 0.63 3) แบบประเมินความสามารถใน การนวดสปาเกลือ 4) แบบสอบถามการเห็นคุณค่าในตนเอง และ 5) แบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา และการทดสอบที
ผลการวิจัยพบว่า
1. หลักสูตรท้องถิ่น เรื่องการนวดสปาเกลือเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการนวด สปาเกลือและการเห็นคุณค่าในตนเองของนักเรียนโรงเรียนวัดบางขุนไทร (ผดุงวิทยา) ประกอบด้วย 1)จุดมุ่งหมาย 2)โครงสร้างเนื้อหา 3)การจัดการเรียนการสอน 4) สภาพแวดล้อม สื่อ อุปกรณ์ 5) การวัดและการประเมินผล
2. ประสิทธิภาพของหลักสูตรท้องถิ่น เรื่องการนวดสปาเกลือ พบว่า ก่อนและหลังใช้หลักสูตรท้องถิ่น เรื่องการนวดสปาเกลือ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยหลังใช้หลักสูตรท้องถิ่นนักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่าก่อนใช้หลักสูตรท้องถิ่น และความสามารถในการนวดสปาเกลือของนักเรียน พบว่า อยู่ในระดับดี
3. ผลการประเมินการเห็นคุณค่าในตนเองของนักเรียน พบว่า นักเรียนเห็นคุณค่าในตนเองอยู่ในระดับสูงที่สุด
4. ผลการประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อหลักสูตรท้องถิ่น เรื่องการนวด สปาเกลือ พบว่า โดยภาพรวม นักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ทุกด้านอยู่ในระดับมากที่สุด เรียงตามลำดับค่าเฉลี่ย ดังนี้ ด้านเนื้อหา ด้านการจัดกิจกรรม ด้านการวัดและการประเมินผล และด้านวัตถุประสงค์ ตามลำดับ

คำสำคัญ: หลักสูตรท้องถิ่น การนวดสปาเกลือ คุณค่าในตนเอง

 Abstract

The objectives of the research were to: 1) develop local curriculum “Salt Spa Massage” to enhance the ability of salt spa massaging and self-esteem of students at Wat Bang Khun Sai School (Phadung Witthaya), 2) study the efficiency of the local curriculum, 3) study of self-esteem of students after using local curriculum “Salt Spa Massage”, 4) study the satisfaction of students towards local curriculum. The target groups used in the research were 14 Mattayom 3 students at Wat Bang Khun Sai School (Phadung Witthaya) under Phetchaburi Primary Educational Service Office Area 1 by using purposive sampling method. The research instruments were: 1) executive interview form about the need for curriculum, 2) test of learning about the salt spa massage with reliability of 0.81, difficulty ranged between 0.50 - 0.75, and discrimination ranged between 0.25-0.63, 3) Salt Spa Massage assessment form, 4) self-esteem questionnaire, and 5) satisfaction questionnaire. Statistics used in data analysis were mean, standard deviation, content analysis, and t-test.
Finding of the research were as follows:
1. Local curriculum on Salt Spa Massage for enhancing the ability to massage the salt spa and self-esteem of students at Wat Bang Khun Sai School (Phadung Witthaya) consisted of; 1) purpose, 2) content structure, 3) teaching and learning, 4) environment, media, and equipment, 5) measurement and evaluation.
2. Efficiency of local courses regarding the spa salt massage showed that before and after using the local curriculum “ Salt Spa Massage” was significantly different at the level of 0.05. After using the local curriculum, students had a higher average score than before using the local curriculum and the ability to massage the salt spa of students was at a high level.
3. The results of student self-esteem assessment showed that students perceived self-esteem at the highest level.
4. The results of students’ satisfaction assessment on local courses regarding the spa salt massage showed that the overall satisfaction of students was at the highest level. When considering individual aspect, it was found that all aspects were at the highest level. Arranged in order of average values as follows; content, activities, measurement and evaluation, and objectives.

Keywords: Local curriculum, Salt spa massage, Self-esteem

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


8. ความรู้และทัศนคติที่มีต่อการใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ เพื่อการเรียนการสอนของครูในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร
ฐิตินันทน์ ผิวนิล

บทคัดย่อ

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความรู้และทัศนคติที่มีต่อการใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์เพื่อการเรียนการสอนของครูในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร และ 2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความรู้และทัศนคติที่มีต่อการใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์เพื่อการเรียนการสอนของครูในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร โดยการศึกษาครั้งนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน ประกอบด้วยการวิจัยเชิงปริมาณ โดยการสำรวจกลุ่มตัวอย่างครู 641 คน จาก 44 โรงเรียน และการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์ครู จำนวน 20 คนจาก 10 โรงเรียน ดำเนินการวิจัยในเดือนเมษายน-สิงหาคม 2560 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามด้วยการรายงานตนเองและแนวคำถามสำหรับการสัมภาษณ์ ผลการศึกษาพบว่า ครูมากกว่าร้อยละ 70 มีความรู้เกี่ยวกับการใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ในการเรียนการสอน โดยภาพรวมมีความรู้ในระดับมาก ด้านทัศนคติพบว่า ครูส่วนใหญ่มีทัศนคติต่อการใช้เทคโนโลยีการสื่อสารในเชิงบวกและลบ เมื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ด้วยการวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน พบว่า ความรู้มีความสัมพันธ์กับทัศนคติของครูอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ดังนั้นจากการศึกษา จึงควรมีการส่งเสริมให้ครูได้รับความรู้ทัศนคติและพฤติกรรมที่เหมาะสมที่จะใช้เป็นแบบจำลองของการใช้การสื่อสารออนไลน์ในทุกด้านของการทำงานของครู

คำสำคัญ: ทัศนคติ, เครือข่ายสังคมออนไลน์, การเรียนการสอนออนไลน์

 Abstract

The objectives of this research were: 1) to explore the knowledge and attitudes towards using online social networks for Instruction of teachers in schools under Bangkok Metropolitan Administration (BMA), and 2) to examine the correlation between the knowledge and attitudes towards using online social networks for teaching and learning of teachers in schools under Bangkok Metropolitan Administration (BMA). This research used a mixed method: a quantitative method by surveying 641 sample teachers from 44 schools and a qualitative method by interviewing 20 teachers from 10 schools. The study was conducted from April to August 2017. The research instruments were questionnaires by self-reporting and for interviews. The study indicated that over 70 percent of teachers had knowledge about using online social networking in teaching and learning as a whole was at a high level. Most of the teachers had both positive and negative attitude towards using communication technology. When analyzing the relationship between variables using Pearson product-moment correlation coefficient analysis, it was found that knowledge on online communication had a relationship with teachers' attitudes at 0.01 level of statistical significance. This study, therefore, promotes teachers to gain knowledge, foster attitude, and behaviors that are appropriate to use as a model of utilizing online communication in all aspects of teachers’ works.

Keywords: Online social networking, Attitude, Online teaching and learning

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


9. การเปลี่ยนแปลงของภาษาไทยจากการใช้เฟซบุ๊ก
ศิวาพร พิรอด

บทคัดย่อ

บทความเรื่องการเปลี่ยนแปลงของภาษาไทยจากการใช้เฟซบุ๊ก ศึกษาการใช้ภาษาไทยในเฟซบุ๊กในปี พ.ศ.2562 ของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี ชั้นปีที่ 1-5 ที่มีอายุอยู่ในช่วง 18-22 ปี ซึ่งถือเป็นตัวแทนของวัยรุ่น วัยที่ชอบความแปลกใหม่ ต้องการความแตกต่าง และมีความคิดสร้างสรรค์ จากการศึกษาพบว่าการใช้ภาษาของวัยรุ่นในเฟซบุ๊กมีลักษณะที่แตกต่างจากภาษาไทยมาตรฐาน เช่น การใช้คำสแลง การใช้ภาษาพูดในภาษาเขียน การสะกดคำผิด การใช้คำผิดหน้าที่ เป็นต้น ซึ่งคนส่วนใหญ่อาจมองว่าการใช้ภาษาลักษณะนี้เป็นสาเหตุให้ภาษาไทยวิบัติ แต่หากมองในแง่ธรรมชาติของภาษาแล้ว ภาษาทุกภาษาย่อมมีการเปลี่ยนแปลงไปตามปัจจัยต่างๆทางสังคม สิ่งที่คนไทยควรให้ความสำคัญมากกว่า คือ การใช้ภาษาให้เหมาะกับบุคคล กาลเทศะ โอกาส และสถานการณ์

คำสำคัญ: การใช้ภาษาไทย การเปลี่ยนแปลงของภาษา เฟซบุ๊ก

 Abstract

This article aimed to study Thai language using in facebook in 2019 by the 18-22 years students of Phetchaburi Rajabhat University year 1-5. They were the representative of the teenagers who liked to learn the new things, wanted the difference things and had the creative idea. The studying found that the Thai language using in facebook of teenagers was different from the Thai standard language such as using idiom, using speaking language in writing language, missing spelling and using the wrong part of speech etc. Most people may think that using language like this could cause Thai language to be destroyed. But if we look at the nature of the language, every language will change according to various social factors. The thing that Thai people should realize is to use language to suit people, time, opportunities and situations

Keywords: Thai language usage, Language change, Facebook

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


10. พฤติกรรมการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของโรงเรียนมาตรฐานสากล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 10
พัชรินทร์ มีศิริ / กาญจนา บุญส่ง

บทคัดย่อ

การวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) พฤติกรรมการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษาโรงเรียนมาตรฐานสากล 2) ประสิทธิผลของโรงเรียนมาตรฐานสากล และ 3) พฤติกรรมการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของโรงเรียนมาตรฐานสากล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 10 กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย ได้แก่ ครูผู้สอน จำนวน 313 คน แบบสอบถามในการวิจัยเป็นแบบมาตรส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.95 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน
ผลการวิจัย พบว่า
1. ระดับพฤติกรรมการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษาโรงเรียนมาตรฐานสากล ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่าอยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ด้านการปฏิสัมพันธ์และการมีอิทธิพล ด้านการควบคุมการปฏิบัติงาน และด้านการกำหนดมาตรฐานการปฏิบัติงานและการฝึกอบรม
2. ระดับประสิทธิผลของโรงเรียนมาตรฐานสากล ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่าอยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ด้านการสื่อสารสองภาษา ด้านการล้ำหน้าทางความคิด และด้านการร่วมกันรับผิดชอบต่อสังคมโลก
3. พฤติกรรมการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของโรงเรียนมาตรฐานสากล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 10 มีตัวแปรที่ถูกคัดเลือก 8 ด้าน ได้แก่ ด้านการติดต่อสื่อสาร ด้านการควบคุมการปฏิบัติงาน ด้านการปฏิสัมพันธ์ การมีอิทธิพล ด้านการกำหนดมาตรฐานการปฏิบัติงาน การฝึกอบรม ด้านการกำหนดเป้าหมาย ด้านการจูงใจ ด้านการตัดสินใจ และด้านการเป็นผู้นำ โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณ เท่ากับ 0.65 ประสิทธิภาพในการทำนาย ร้อยละ 42.60 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05

คำสำคัญ : พฤติกรรมการบริหาร ประสิทธิผล มาตรฐานสากล

 Abstract

The purposes of this research were to study: 1) administrative behaviors of school administrators, 2) effectiveness of world class standard schools, and 3) administrative behaviors of school administrators affecting the effectiveness of world class standard schools for Secondary Educational Service Area Office 10. The samples used in this research were 313 teachers. The reliability was 0.95. The research instrument was the 5-level rating scale questionnaire. The statistics used for data analysis were percentage, mean, standard deviation and stepwise multiple regression analysis.
The research results revealed that:
1. The administrative behaviors of school administrators in overall was at a high level. When considering each aspect, all aspects were ranked of a high level by descending order of the average as follows: interaction and influence, operative control, and setting performance standards and training.
2. The effectiveness of world class standard schools in overall was at a high level. When considering each aspect, all aspects were ranked of a high level by descending order of the average as follows: bilingual communication, advancement of ideas, shared responsibility for the global society.
3. Administration behaviors of school administrators affecting the effectiveness of world class standard schools under Secondary Educational Service Area Office 10 were 8 variables. They were communication, operative control, interaction and influence, setting performance standards and training, goal setting, motivation, decision-making and leadership. The multiple correlation coefficient level was 0.65, predictive efficiency was 42.60% at the statistical significance level of 0.05.

Keywords: Administrative behavior, Effectiveness, World class standard school

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


11. การบริหารการเปลี่ยนแปลงและสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษา ที่ส่งผลต่อคุณลักษณะโรงเรียนมาตรฐานสากล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 10
อรรคพล สงวนยวง / เอื้อมพร โตภาณุรักษ์กุล / กาญจนา บุญส่ง

บทคัดย่อ

การวิจัยเรื่องนี้โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) การบริหารการเปลี่ยนแปลงและสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษาของโรงเรียนมาตรฐานสากล 2) คุณลักษณะโรงเรียนมาตรฐานสากล และ 3) การบริหารการเปลี่ยนแปลงและสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อคุณลักษณะโรงเรียนมาตรฐานสากลสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 10 ตัวอย่าง ที่ใช้ในการวิจัย ผู้บริหารสถานศึกษาจำนวน 42 คน และครูผู้สอน จำนวน 306 คน รวมทั้งสิ้น จำนวน 348 คน โดยคำนวณขนาดตัวอย่างตามตารางสำเร็จรูปของเครจซี่ และมอร์แกน โดยใช้วิธีการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.97 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน
ผลการวิจัย พบว่า
1. ระดับการบริหารการเปลี่ยนแปลงและสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษาของโรงเรียนมาตรฐานสากล โดยรวมอยู่ในระดับมากเมื่อพิจาณาแยกเป็นรายด้าน พบว่า การบริหารการเปลี่ยนแปลงและสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษาอยู่ในระดับมากทั้ง 2 ด้าน โดยเรียงตามค่าเฉลี่ย ดังนี้ สมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษามีค่าเฉลี่ยเป็นอันดับแรก และรองลงมา คือ การบริหาร การเปลี่ยนแปลง
2. ระดับคุณลักษณะโรงเรียนมาตรฐานสากล ภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ด้านบริหารจัดการด้วยระบบคุณภาพ ด้านการจัดการเรียนการสอนเทียบเคียงมาตรฐานสากล และด้านผู้เรียนมีศักยภาพความเป็นพลโลก
3. การบริหารการเปลี่ยนแปลง (X1) และสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษา (X2) ส่งผลต่อคุณลักษณะโรงเรียนมาตรฐานสากลสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 10 มีประสิทธิภาพในการทำนาย ร้อยละ 55.60 และสมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ คือ tot = 1.274 + 0.423(X2) + 0.239 (X1)

คำสำคัญ: การบริหารการเปลี่ยนแปลง สมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษา
คุณลักษณะโรงเรียนมาตรฐานสากล

 Abstract

This research purposes were to determine: 1) change management and school administrator’s competency, 2) the characteristics of world-class standard schools, and 3) change management and school administrator’s competency affecting characteristics of world-class standard schools under Secondary Education Service Area Office 10. The 348 research samples were 42 school administrators and 306 school teachers. The sample size followed the table of Krejcie and Morgan and used simple random sampling. The research tool was a 5-level rating scale questionnaire. The reliability was 0.97 The data were analyzed by using mean, standard deviation, and step-wise multiple regression analysis.
The research results were as follows:
1. The change management and school administrator’s competency in world-class standard schools were at a high level both overall and individual aspects, ranking in the order of mean from high to low, school administrator’s competency was the aspect with the higher mean than change management.
2. The characteristics of world-class standard schools were at a high level both overall and individual aspects. When considering each aspect, all aspects were ranked of a high level by descending order of the average as follows: quality system management, world-class standard instruction, and students’ global citizenship potential.
3. Change management (X1) and school administrator’s competency (X2) affecting characteristics of world-class standard schools under Secondary Education Service Area Office 10 revealed the predictive efficiency at 55.60% and the prediction equation in raw score form as follows:
tot = 1.274 + 0.423(X2) + 0.239 (X1).
Keywords: Change management, Competency of school administrators, Characteristics of world class standard school

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


12. การพัฒนาผลสัมฤทธิ์การอ่านสื่อออนไลน์อย่างมีวิจารณญาณของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้การจัดการเรียนรู้ด้วยวิธี QUEST
ปวีณ์สุดา ขยันการ

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การอ่านสื่อออนไลน์อย่างมีวิจารณญาณก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธี QUEST และ 2) ศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธี QUEST กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี กาญจนบุรี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาที่ 8 ในภาคการศึกษาที่ 2 ปีการศึกษา 2560 จำนวนนักเรียน 28 คน โดยใช้วิธีการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธี QUEST เรื่องการอ่านสื่อออนไลน์อย่างมีวิจารณญาณ 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์การอ่านสื่อออนไลน์อย่างมีวิจารณญาณ และ 3) แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธี QUEST วิเคราะห์ข้อมูลเชิงสถิติด้วยค่าร้อยละค่าเฉลี่ยค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานและทดสอบค่าที (t-test Dependent Samples) การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่า ร้อยละ (%) ค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และค่าทีแบบไม่เป็นอิสระต่อกัน (t-test dependent)
ผลการวิจัยพบว่า
1. ผลสัมฤทธิ์การอ่านสื่อออนไลน์อย่างมีวิจารณญาณโดยใช้การจัดการเรียนรู้ด้วยวิธี QUEST หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
2. ผลการศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธี QUEST โดยภาพรวม นักเรียนมีระดับความคิดเห็นต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธี QUEST อยู่ในระดับมากที่สุด

คำสำคัญ: การอ่านสื่อออนไลน์อย่างมีวิจารณญาณ การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ การจัดการเรียนรู้ด้วยวิธี QUEST

 Abstract

The purposes of this research were: 1) to compare critical reading achievement for online media before and after learning by using QUEST method, and 2) to study Matthayomsuksa 4 students’ satisfactions towards learning by using QUEST method. The samples were Matthayomsuksa 4 students in Srinagarindra the Princess Mother School, Kanchanaburi under Her Royal Highness Princess Maha Chakri Sirindhorn Patronage, the Educational Service Area Office 8, in the 2nd semester, academic year 2017 which consisted of 28 students by using simple random sampling. The research instruments included 1) critical reading for online media learning plans by using QUEST method, 2) critical reading for online media achievement test and 3) questionnaire for students' opinions towards QUEST method. The data were statistically analyzed in percentile, mean score, standard deviation and t-test Dependent Samples.
The research results revealed that:
1. The achievement in critical reading for online media after using QUEST was significantly higher than before using QUEST at the 0.05 level.
2 The Matthayomsuksa 4 students’ satisfactions towards learning by using QUEST were satisfied at the highest level.

Keywords: Critical reading for online reading texts, Developing achievement, QUEST learning

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

Leave a Reply